
การขลิบ(อวัยวะเพศชาย)ในศาสนาต่างๆ เช่นมุมมองของศาสนายูดาย คริสต์ และอิสลาม!
การขลิบปลายอวัยวะเพศ (Circumcision) ถือเป็นหนึ่งในการผ่าตัดที่เก่าแก่ที่สุดที่มนุษย์รู้จัก และยังเป็นการผ่าตัดเพียงไม่กี่อย่างที่ได้รับการแนะนำในศาสนาต่างๆ โดยเฉพาะในศาสนาแบบเอกเทวนิยม (ศาสนาอับราฮัม) อย่างยูดาย คริสต์ และอิสลาม เชื่อว่าต้นกำเนิดของพิธีกรรมนี้อาจย้อนไปได้ถึงหลายพันปีก่อนคริสตกาลในอียิปต์โบราณ
การขลิบในศาสนายูดาย
ตามพระคัมภีร์โทราห์(Torah) และกฎของศาสนายูดาย การขลิบถือเป็นข้อบังคับสำหรับชายชาวยิวทุกคน โดยต้องทำในวันที่ 8 หลังจากเกิด เว้นแต่ว่าเด็กจะมีปัญหาสุขภาพที่จำเป็นต้องเลื่อนออกไป
ข้อความจากพระคัมภีร์กล่าวว่า “นี่คือพันธสัญญาของเรากับเจ้า ระหว่างเรา เจ้ากับลูกหลานของเจ้าต่อไป ผู้ชายทุกคนในหมู่พวกเจ้าต้องขลิบ หนังหุ้มปลายอวัยวะเพศจะต้องถูกตัดออกเป็นสัญลักษณ์ของพันธสัญญานี้ การขลิบต้องทำในวันที่แปดของชีวิต และไม่ว่าจะเป็นคนที่เกิดในบ้านของเจ้า หรือเป็นทาสที่ซื้อมาจากคนแปลกหน้าถ้าไม่ใช่ลูกหลานของเจ้าพวกเขาทุกคนก็ต้องขลิบ หากใครไม่ยอมขลิบ เขาจะถูกตัดขาดจากประชากร เพราะเขาได้ละเมิดพันธสัญญาของเรา”
การขลิบในศาสนาคริสต์
พระเยซูคริสต์ประสูติจากมารดาที่เป็นชาวยิว ดังนั้นจึงได้รับการขลิบในวันที่ 8 หลังเกิด ซึ่งมีการกล่าวถึงเหตุการณ์นี้ในพระกิตติคุณนักบุญลูกา และในปฏิทินของคริสต์ศาสนาก็ยังมีวันเฉลิมฉลอง “วันขลิบของพระเยซู” อีกด้วย
ในยุคแรกของศาสนาคริสต์ ศาสนานี้ยังถูกมองว่าเป็นแขนงหนึ่งของศาสนายูดาย จึงมีการปฏิบัติตามกฎของโมเสส รวมถึงการขลิบด้วย อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป โดยเฉพาะหลังจาก “สภาเยรูซาเล็ม” ประมาณปี ค.ศ. 50 การขลิบก็ไม่ได้ถูกบังคับในหมู่ชาวคริสต์อีกต่อไป
ปัจจุบัน ศาสนาคริสต์โดยทั่วไปมีท่าทีเป็นกลางต่อการขลิบ กล่าวคือไม่ได้ถือเป็นข้อบังคับในการเข้ารีต และก็ไม่ได้ห้ามไม่ให้ทำ อย่างไรก็ตาม คริสเตียนในตะวันออกกลางซึ่งเป็นกลุ่มคริสเตียนดั้งเดิมบางกลุ่ม ยังมีการขลิบบุตรชายของตนตามธรรมเนียมปฏิบัติเดิม
การขลิบในศาสนาอิสลาม:
แม้ว่าในคัมภีร์อัลกุรอานจะไม่ได้กล่าวถึงการขลิบอย่างชัดเจน แต่ในหนังสืออรรถาธิบาย (ตัฟซีร) ได้อ้างว่า บางโองการมีการกล่าวถึงเรื่องนี้อย่างเป็นนัย และยังมีการกล่าวถึงอย่างชัดเจนในฮะดีษ (คำสอนของศาสดา)
ตามรายงานจากบางฮะดีษ กล่าวว่า ท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ประสูติมาโดยที่ถูกขลิบแล้ว หรือในบางรายงานกล่าวว่าท่านถูกขลิบโดยอับดุลมุฏฏอลิบ (ปู่ของท่าน) หรือโดยเทวทูตญิบรีล มีรายงานอื่น ๆ ที่ระบุว่าศาสดาหลายท่าน รวมถึงบรรดาอิมามในศาสนาอิสลาม ก็เกิดมาในลักษณะเดียวกัน
ในทางปฏิบัติ การขลิบจึงถือเป็นสุนนะฮ์ (แนวทางของศาสดา) หรือวาญิบ (ภารกิจที่จำเป็น) ขึ้นอยู่กับนิกาย และถือเป็นธรรมเนียมที่นิยมอย่างยิ่งในหมู่ชาวมุสลิมทั่วโลก
เหตุผลที่การขลิบถือเป็นสิ่งจำเป็นในอิสลาม:
ในนิติศาสตร์อิสลามสายชีอะห์ (ฟิกฮ์อิมามียะฮ) การขลิบถือเป็นข้อบังคับสำหรับผู้ชาย แม้บุคคลนั้นจะเพิ่งเข้ารับอิสลามในวัยชราก็ตาม นอกจากนี้ หากผู้ชายที่ยังไม่ขลิบ (เรียกว่า อัฆลัฟ) ไปทำพิธีฏอวาฟ (เวียนรอบกะอ์บะฮ์) การตอวาฟนั้นจะถือว่าเป็นโมฆะ
การขลิบยังถูกนับว่าเป็นหนึ่งใน “ข้อจำเป็นพื้นฐานของศาสนาอิสลาม” จนถึงขนาดที่มีบางความเห็นระบุว่า ไม่ควรทำพิธีละหมาดศพให้แก่ผู้ที่ยังไม่ได้ขลิบ ด้วยซ้ำ
ส่วนในฟิกฮ์ของฝ่ายสุนนีย์ นักวิชาการในนิกายชาฟีอีและฮัมบะลีถือว่าการขลิบเป็น “วาญิบ” (สิ่งจำเป็นทางศาสนา)
นักนิติศาสตร์อิสลามทั้งฝ่ายชีอะห์และสุนนีย์อ้างอิงความจำเป็นของการขลิบจากอายะฮ์ที่ 123 ของซูเราะฮ์อันนะห์ลุ ซึ่งมีความว่า “จงปฏิบัติตามศาสนาของอิบรอฮีม ผู้ตั้งมั่นในศรัทธาบริสุทธิ์” (อัลกุรอาน 16:123)
เวลาที่เหมาะสมในการขลิบตามคำสอนของอิสลาม:
จากคำรายงาน (หะดีษ) ของอิมามฮะซัน (อ.) และอิมามฮุเซน (อ.) แนะนำว่าควรทำการขลิบในวันที่ 7 หลังจากทารกเกิด โดยถือว่าเป็นสิ่งที่เป็น ซุนนะฮ์ (นิยมปฏิบัติ)
ในอีกบทรายงาน ท่านอิมามอะลี (อ.) กล่าวว่า “จงขลิบบุตรของท่านในวันที่ 7 หลังคลอด และอย่าปล่อยให้สภาพอากาศร้อนหรือหนาวมาหยุดยั้งการกระทำนี้ เพราะการขลิบคือสัญลักษณ์แห่งความบริสุทธิ์และความสะอาดของร่างกาย”
อาลี บิน ยักฏีน ได้รายงานจากอิมามกาซิม (อ.) โดยระบุว่า “การขลิบทารกในวันที่ 7 ถือเป็นซุนนะฮ์ และหากต้องเลื่อนออกไปก็ไม่เป็นปัญหา”
บทขอพรดุอาห์ในเวลาทำสุหนัต(ขลิบ)
มีรายงานจากท่านอิมามซอดิก (อ.) ว่า “เมื่อถึงเวลาทำสุหนัตให้เด็กชาย ให้กล่าวบทขอพรนี้ และหากในขณะนั้นไม่สะดวกก็ให้กล่าวบทขอพรนี้เมื่อใดก็ตามที่สะดวกก่อนที่เขาจะบรรลุนิติภาวะ เพราะบทขอพรนี้จะช่วยปกป้องเขาจากความร้อนของเหล็ก ทั้งในการเข้าสุหนัตและอื่น ๆ”
บทดุอาห์มีดังนี้:
اَللّهُمَّ هذِهِ سُنَّتُکَ وَ سُنَّهُ نَبِیِّکَ صَلَواتُکَ عَلَیْهِ وَ آلِهِ وَاتِّباعٌ مِنّا لَکَ وَ لِنَبِّیِکَ بِمَشِیَّتِکَ وَ بِاِرادَتِکَ وَ قَضاَّئِکَ لاَمْرٍ اَرَدْتَهُ وَ قَضاَّءٍ حَتَمْتَهُ وَ اَمْرٍ اَنْفَذْتَهُ وَ اَذَقْتَهُ حَرَّ الْحَدیدِ فى خِتانِهِ وَ حِجامَتِهِ بِاَمْرٍ اَنْتَ اَعْرَفُ بِهِ مِنّى اَللّهُمَّ فَطَهِّرْهُ مِنَ الذُّنُوبِ وَزِدْ فى عُمْرِهِ وَادْفَعِ الاْفاتِ عَنْ بَدَنِهِ وَالاَوْجاعَ عَنْ جِسْمِهِ وَ زِدْهُ مِنَ الْغِنى وَ ادْفَعْ عَنْهُ الْفَقْرَ فَاِنَّکَ تَعْلَمُ وَلانَعْلَمُ
“โอ้อัลลอฮ์ นี่คือแบบแผนของพระองค์ และเป็นแบบแผนของศาสนทูตของพระองค์ (ขอความสันติและพรจงมีแด่ท่านและครอบครัวของท่าน)
และนี่คือการปฏิบัติตามของเราต่อพระองค์และศาสนทูตของพระองค์ ด้วยความประสงค์ ความตั้งใจ และคำกำหนดของพระองค์ สำหรับสิ่งที่พระองค์ทรงประสงค์ คำตัดสินที่พระองค์ทรงกำหนดอย่างเด็ดขาด และคำบัญชาที่พระองค์ทรงทำให้เกิดผล
พระองค์ทรงให้เขาได้ลิ้มรสความร้อนของเหล็กในการเข้าสุหนัตและในการครอบกระบวนการดูแลรักษา
ด้วยเหตุผลที่พระองค์ทรงรู้ดีกว่าข้าพเจ้า
โอ้อัลลอฮ์ โปรดชำระเขาให้สะอาดจากบาป เพิ่มพูนอายุของเขา ขจัดภัยพิบัติจากร่างกายของเขา และกำจัดความเจ็บปวดจากตัวเขา
โปรดเพิ่มพูนความมั่งคั่งให้แก่เขา และปัดเป่าความยากจนจากเขา แท้จริงพระองค์ทรงรู้ แต่พวกข้าพเจ้าไม่รู้”
บทความโดย : เชคยูซุฟ เพชรกาหรีม
