loader image

การสมรสอันประเสริฐระหว่างท่านอิมามอะลี (อ.) และท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ (อ.)

เราจะย้อนพาไปดูเรื่องราวเหตุการณ์ก่อนการสู่ขอท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ (อ.) จนถึงช่วงต้นของชีวิตสมรสของทั้งสองท่าน ซึ่งเปี่ยมด้วยแสงแห่งความศรัทธา

จากบันทึกทางประวัติศาสตร์ ก่อนที่ท่านอะลี (อ.) จะทำการสู่ขอท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ (อ.) บรรดาเศาะฮาบะฮ์ (สหายของท่านศาสนทูต) หลายคน เช่น อบูบักร บิน อบีกุหาฟะฮ์ และอุมัร บิน ค็อฏฏ็อบ ก็เคยทำการสู่ขอท่านหญิงเช่นกัน แต่ท่านนบี (ศ็อลฯ) ได้ตอบพวกเขาว่า เรื่องการสมรสของฟาฏิมะฮ์นั้นขึ้นอยู่กับพระบัญชาของอัลลอฮ์นักรายหะดีษผู้มีชื่อเสียงของชีอะฮ์ในศตวรรษที่ 5 ฮ.ศ. คือ เชคฏูซี ได้บันทึกเหตุการณ์นี้ไว้ในหนังสือ อุมัลี โดยอ้างอิงจากคำบอกเล่าของท่านอิมามอะลี (อ.) ดังนี้:

จากนั้น ท่านศาสนทูตได้เข้าไปหาท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ (อ.) และกล่าวว่า: “โอ้ ฟาฏิมะฮ์!” นางตอบว่า: “ลับบัยกะ ยา เราะซูลัลลอฮ์” (ข้าพเจ้ายินดีรับใช้ท่าน โอ้เราะซูลของอัลลอฮ์)

ฟาฏิมะฮ์นิ่งเงียบ ไม่ตอบคำใด และไม่หันหน้าหนีจากท่านศาสนทูต ท่านจึงกล่าวว่า: “อัลลอฮุอักบัร! ความเงียบของฟาฏิมะฮ์คือสัญญาณแห่งความพึงพอใจของเธอ”

ต่อมาเมื่อท่านอะลีและฟาฏิมะฮ์แต่งงานกันแล้ว บางคนในหมู่ผู้อพยพ (มุฮาญิรีน) ที่เคยสู่ขอท่านหญิงมาก่อนก็เข้ามาแสดงความน้อยใจต่อท่านศาสนทูต แต่ท่านก็ได้ตอบว่า การสมรสครั้งนี้เป็นไปตามพระบัญชาของอัลลอฮ์ ไม่ใช่ตามความพึงใจของมนุษย์

ตามรายงานของ อิบนุ ชะฮ์เรอาชูบ (ผู้ถึงแก่อสัญกรรมในปี ฮ.ศ. 588) ในหนังสือ มะนาเก็บ อาลิ อบีฏอลิบ ได้บันทึกไว้ว่า ในพิธีสมรสของท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ (อ.) และท่านอะลี (อ.) ท่านศาสนทูต (ศ็อลฯ) ได้ขึ้นกล่าวบนมิมบัรและกล่าวว่า:

“อัลลอฮ์ได้ทรงบัญชาแก่ฉันให้ทำการสมรสระหว่างฟาฏิมะฮ์กับอะลี และฉันได้ปฏิบัติตามพระบัญชานั้นแล้ว”

นอกจากนี้ ในหนังสือ อัลมุศบาหฺ ของกัฟอามี (ผู้ประพันธ์ในศตวรรษที่ 9 ฮ.ศ.) ยังได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า วันที่ 1 ของเดือนซุลฮิจญะฮ์ คือวันแห่งพิธีสมรสระหว่างท่านอะลี (อ.) และท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ (อ.)

มุฮัมมัดฮาดี ยูซุฟี เฆารอวี (เกิดในปี ฮ.ศ. 1327) นักวิจัยด้านประวัติศาสตร์อิสลาม ระบุว่า ช่วงเวลาระหว่างพิธีหมั้น (อักด์) จนถึงพิธีแต่งงานจริงนั้นกินเวลาประมาณ 10 เดือน ท่านสันนิษฐานว่า การเร่งทำพิธีนิกาหของท่านศาสนทูตนั้น มีจุดประสงค์เพื่อให้ผู้ที่เคยสู่ขอท่านหญิงก่อนหน้านั้นได้รับคำตอบที่ชัดเจน ส่วนการชะลอพิธีแต่งงาน ก็อาจเป็นเพราะต้องการให้ท่านหญิงฟาฏิมะฮ์เติบโตเต็มที่ทั้งทางร่างกายและวุฒิภาวะ

ในบรรดารายงานต่าง ๆ ได้ระบุว่า มะฮัรของท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ (อ.) นั้นมีหลายตัวเลข เช่น 12.5 อูกียะฮ์, 500 ดิรฮัม, 480 ดิรฮัม และ 400 มษกอลเงิน แต่ตามทัศนะของอิบนุ ชะฮ์เรอาชูบ (488–588 ฮ.ศ.) นักรายหะดีษสายชีอะฮ์ ถือว่าจำนวน 500 ดิรฮัม เป็นจำนวนที่ถูกต้องและได้รับการยอมรับมากที่สุด

เหตุผลที่ตัวเลขแตกต่างกัน ก็เนื่องมาจากมีรายงานอื่น ๆ ที่กล่าวว่ามะฮัรของท่านหญิงคือผ้าฝ้ายจากเยเมน, หนังสัตว์ที่ยังไม่ผ่านการฟอก, พืชหอม หรือบางรายงานระบุว่าเป็นเสื้อเกราะพร้อมหนังสัตว์

500 ดิรฮัม นี้ยังถูกเรียกว่า มะฮัร อัส-สุนนะฮ์ (สินสอดตามแบบอย่างของท่านนบี) ซึ่งประมาณเทียบเท่า เงินบริสุทธิ์ประมาณ 1,500 กรัมและนอกจากสินสอดที่เป็นทรัพย์แล้ว ยังมีรายงานว่า ท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ (อ.) ได้วิงวอนขอจากบิดาของนาง ให้ขอดุอาอ์ต่ออัลลอฮ์ว่า ขอให้มะฮัรของนาง คือสิทธิในการชะฟาอะฮ์ (ขอความเมตตาแทน) ให้แก่บรรดามุสลิมผู้กระทำบาป ซึ่งอัลลอฮ์ก็ทรงตอบรับ และทำให้นางกลายเป็น “สื่อกลางแห่งการอภัย” ในวันแห่งการพิพากษา

#โองการแห่งอัลกุรอานที่สะท้อนถึงการสมรสของท่านอะลี (อ.) และท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ (อ.)

มีหลายโองการในอัลกุรอานที่นักตัฟซีรได้ตีความว่าเกี่ยวข้องกับการสมรสอันศักดิ์สิทธิ์นี้:

โองการสุดท้ายของซูเราะฮ์นี้กล่าวว่า ศัตรูของศาสนทูตจะเป็นผู้ขาดสายตระกูล ขณะที่อัลลอฮ์ได้ประทาน “เคาซัร” หรือ “ความดีงามอันมากมาย” ให้กับศาสนทูต ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการที่สายตระกูลของท่านสืบต่อผ่านท่านหญิงฟาฏิมะฮ์และท่านอะลี (อ.)

“และพระองค์คือผู้ทรงสร้างมนุษย์จากน้ำ แล้วทรงทำให้เขามีเครือญาติและสัมพันธ์ทางการสมรส และพระเจ้าของเจ้านั้นทรงอานุภาพยิ่ง”

โองการนี้ชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่อัลลอฮ์ทรงจัดวางไว้ในระบบครอบครัว และนักตัฟซีรบางท่านได้นำโองการนี้มาอ้างอิงถึงสายสัมพันธ์อันศักดิ์สิทธิ์ระหว่างอะลี (อ.) และฟาฏิมะฮ์ (อ.)

“พระองค์ทรงให้สองทะเลไหลเข้าหากัน… จากทั้งสองนั้น มีไข่มุกและปะการังออกมา”

ตามคำอธิบายจากหะดีษ: สองทะเลคือ ท่านอะลี (อ.) และท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ (อ.)ส่วนไข่มุกคือ อิมามหะซัน (อ.) และปะการังคือ อิมามหุเซน (อ.)

จากนั้นท่านศาสนทูต (ศ็อลฯ) ก็ส่งทั้งสองเข้าสู่บ้านของตนเอง และภายหลังได้ไปเยี่ยมและกล่าวดุอาอ์ว่า: ”ขออัลลอฮ์ทรงประทานบะรอกัตในลูกหลานของพวกเขาเถิด”

ท่านอะลี (อ.) กล่าวถึงภรรยาของท่านด้วยความรักว่า:

ในอีกคำพูดหนึ่ง ท่านกล่าวด้วยความสัตย์ว่า: “ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ ฉันไม่เคยทำให้ฟาฏิมะฮ์ไม่พอใจ และเธอก็ไม่เคยทำให้ฉันโกรธเลย”

บทความโดย : เชคยูซุฟ เพชรกาหรีม

Scroll to Top