loader image

ทุกชีวิตย่อมลิ้มรสความตาย

ขณะอยู่ในครรภ์ ทารกมนุษย์ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเพราะยังไม่ได้ทำอะไรหรือยังไม่มีกรรม เมื่อคลอดออกมาเป็นทารกและเป็นเด็ก สมองยังพัฒนาไม่สมบูรณ์ สติปัญญายังไม่มี พระเจ้าไม่เอาโทษ ถ้าตายในช่วงก่อนถึงวัยบรรลุนิติภาวะทางเพศ ก็ไม่ต้องรับผิดชอบต่อกรรมที่ทำไป ทารกจึงไม่ต้องถูกลงโทษในนรก

ในคัมภีร์กุรอานมีคำสอนที่กล่าวว่า “ทุกชีวิตจะได้ลิ้มรสความตาย” แต่ไม่มีใครรู้ว่าจะได้ลิ้มรสชาติความตายเมื่อใด อย่างไรและที่ไหน เพราะเรื่องเกิดและตายเป็นสิทธิของพระเจ้าแต่เพียงผู้เดียว นี่คือเหตุผลที่ศาสนาพร่ำสอนมนุษย์ให้เตรียมตัวพร้อมเสมอก่อนความตายจะมาถึง

โลกหลังความตาย[อาลัมบัรซัค-عالم البرزخ]

ชีวิตแห่ง “บัรซัค” นี้เป็นการมีชีวิตอย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นสิ่งเลื่อนลอยหรือเพ้อฝัน อัลลอฮ์ ซ.บ. ตรัสว่า :

‎وَلَا تَحْسَبَنَّ الَّذِينَ قُتِلُوا فِي سَبِيلِ اللَّهِ أَمْوَاتًا بَلْ أَحْيَاءٌ عِنْدَ رَبِّهِمْ يُرْزَقُونَ } ( آل عمران: 169 ) }

“เจ้าอย่าได้คิดว่าผู้ที่ถูกสังหารในวิถีทางของอัลลอฮ์ว่าได้ตายไปแล้ว แต่พวกเขายังมีชีวิตอยู่ ณ พระผู้อภิบาลของพวกเขาโดยได้รับริซกีก็อยู่[อาลิอิมรอน|169]

แน่นอนเหลือเกิน หากว่ามันไม่ใช่เป็นการมีชีวิตอย่างแท้จริงละก็ อายะฮ์ที่บอกว่า “… ณ พระผู้อภิบาลของพวกเขาโดยได้รับริซกีอยู่…” ก็หาได้มีความหมายไม่

หรือในเรื่องราวของ “มุอ์มินอาลิยาซีน” [ฮะบีบ นัจยอร-ชาวนาผู้เลี้ยงแกะ]ที่เขาได้เตือนกลุ่มชนของเขาให้ปฏิบัติตามทูตของนบีอีซา อ. แต่พวกเขาก็ไม่ปฏิบัติตามซ้ำยังสังหารเขาด้วย ดังที่ว่า:

‎ «قيلَ ادْخُلِ الْجَنَّةَ قالَ يا لَيْتَ قَوْمى يَعْلَمُونَ بِما غَفَرَ لى رَبّى وَ جَعَلَنى مِنَ الْمُكْرَمينَ؛

[หลังจากชายคนนี้ถูกสังหารแล้ว]มีคำกล่าว[เชิญชวนจากพระองค์อัลลอฮ์ว่า]จงเข้าสู่สวรรค์[ในโลกหลังความตาย]เขากล่าวว่า หวังว่าถ้ากลุ่มชนฉันรู้[ก็จะเป็นการดี] หมายถึง เนี้ยะมัตที่เขาได้รับช่างมากมายยิ่งนัก [เป็นการบ่งบอกว่า มนุษย์ยังคงมีชีวิตในโลกหลังความตาย] บทยาซีน: 26-27

ความหมายของสวรรค์ในที่นี้ คือ สวรรค์ของ “บัรซัค” ซึ่งผู้มีอีหม่านทั้งหลายจะได้รับช่วงรอยต่อระหว่างหลังความตายกับวันแห่งการฟื้นขึ้นมา

หรือ อัลกุรอานได้กล่าวถึงชนผู้ปฏิเสธกลุ่มหนึ่งที่ประพฤติชั่วจนวินาทีสุดท้าย ดังคำตรัสของพระองค์ที่ว่า :

‎حَتَّىٰ إِذَا جَاءَ أَحَدَهُمُ الْمَوْتُ قَالَ رَبِّ ارْجِعُونِ لَعَلِّي أَعْمَلُ صَالِحًا فِيمَا تَرَكْتُ ۚ كَلَّا ۚ إِنَّهَا كَلِمَةٌ هُوَ قَائِلُهَا ۖ وَمِنْ وَرَائِهِمْ بَرْزَخٌ إِلَىٰ يَوْمِ يُبْعَثُونَ

เมื่อสงครามบะดัรสิ้นสุดลง ศัตรูพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิง เหลือเพียงกองซากศพ…มีศพกุฟฟารถูกทิ้งอยู่ในหลุม ท่านศาสดามุฮัมมัด ศ. มาที่ปากหลุมแล้วกล่าวกับซากศพนั้นว่า : “พวกเจ้าชาวกุฟฟารเอ๋ย พวกเจ้าเป็นเพื่อนบ้านที่แสนเลว ขับไล่ไสส่ง
ศาสนทูตของพระผู้เป็นเจ้าจากบ้านเกิดเมืองนอนของเขาร่วมมือกันอย่างจริงจังในการเป็นศัตรูและต่อต้านเขา

‎ فانا قد وَجَدْنَا ما وَعَدَنَا رَبُّنَا حَقًّا فَهَلْ وَجَدْتُمْ ما وَعَدَ رَبُّکُمْ حَقًّا

ตอนนี้ข้าได้พบว่าสัญญาของพระผู้อภิบาลของข้าเป็นจริงแล้ว แล้วพวกเจ้าล่ะ พบหรือยัง ?!!

ท่านอุมัรเมื่อได้ยินคำพูดนั้นก็กล่าวขึ้นว่า

‎فقال عُمَرُ یا رسول‌الله ما تُکَلِّمُ من اَجْسَادٍ لَا اَرْوَاحَ لها

โอ้ท่านศาสดา พวกมันเป็นเพียงซากศพแล้วท่านพูดกับมันได้อย่างไร ?!

ท่านศาสดาผู้ทรงเกียรติ ศ. กล่าวตอบว่า

‎ وَالَّذِی نَفْسُ مُحَمَّدٍ بیده ما اَنْتُمْ بِاَسْمَعَ لِمَا اَقُولُ منهم

หยุดเถอะ ! ขอสาบานต่อผู้ที่ชีวิตของมุฮัมมัดอยู่ในพระหัตย์พระองค์ ว่าท่านก็ใช่จะได้ยินมากกว่าพวกมัน สักครู่นี้เมื่อฉันลุกขึ้นและหันหลังจากพวกมันมา มะลาอิกะฮ์ผู้ลงทัณฑ์กำลังฟาดพวกมันด้วยกระบองเหล็ก[บันทึกโดยบุคอรีย์ ศ่อฮิห์บุคอรีย์ เล่ม 5 ฮะดิษเลขที่ 3976]

ท่านอิมามอะลี อ. สั่งให้ทหารชี้ร่างของเขา แล้วท่าน อ. ก็พูดกับเขาว่า :

“กะอ์บเอ๋ย ข้าได้พบว่าสัญญาของพระผู้เป็นเจ้าเป็นสัจจะเสมอ แล้วเจ้าล่ะพบหรือยัง?”

ท่านอิมามอะลี อ. ได้สั่งให้เอาเขานอนลง แล้วก็ทำเช่นเดียวกันนี้กับร่างของฏ็อลฮะฮ์
มีชายคนหนึ่งพูดกับท่านว่า

“การกระทำเช่นนี้มีประโยชน์อะไร ? พวกมันไม่ได้ยินเสียงท่านหรอก”

ท่านอิมามอะลี อ. ตอบว่า :

“ขอสาบาน ทั้งสองได้ยินคำพูดของฉัน เช่นเดียวกับที่ร่างอันไร้วิญญาณของผู้ที่ถูกสังหารในสมรภูมิบะดัรได้ยินท่านศาสดา”

ท่านฮับบะฮ์ อะรอนี กล่าวเช่นเดียวกันนี้ว่า : เราได้ไปยัง “วาดี อัสลาม” กับท่านอะมีรุลมุอ์มินีน อะลี อ. ท่านอิมาม อ. ได้หยุดยืน และคิดว่ากำลังพูดกับใครคนหนึ่ง ข้าพเจ้ายืนรอเสียจนเมื่อยจึงนั่งลงก็ยังไม่หายเมื่อยจึงลุกขึ้นยืนสลับนั่งยืนแล้วก็หยิบผ้าคลุมมา กล่าวขึ้นว่า “ได้โปรดอนุญาตให้ข้าพเจ้าเอาผ้าคลุมนี้ปูให้ท่านรองนั่งดีไหม ข้าพเจ้าเกรงว่า ท่านจะยืนเมื่อย”

ท่านอิมามอะลี อ. กล่าวขึ้นว่า

“โอ้ฮับบะฮ์ ไม่เมื่อยหรอก เพราะกำลังคุยกับมนุษย์คนหนึ่งหรืออาจเป็นมุอ์มินคนหนึ่ง”

ข้าพเจ้าพูดต่อไปว่า “พวกเขาด้วยนะหรือ”

ท่านอิมาม อ. ตอบว่า

“ใช่แล้ว หากเอาม่านที่บังสายตาท่านออก ท่านก็จะได้เห็นว่ามีกลุ่มคนกำลังสนทนากัน”

ข้าพเจ้าถามว่า “เป็นร่างกายหรือจิตวิญญาณ”

ท่านอิมาม อ. ตอบว่า

Scroll to Top