
“ ทุกชีวิตย่อมลิ้มรสความตาย ” (อัลกุรอาน 21:35)เป็นข้อความที่มุสลิมจำไว้เตือนใจตนเองเพื่อให้พร้อมรับวินาทีที่ลมหายใจสุดท้ายของตนมาถึงในสักวัน “โลกใบนี้ มนุษย์มาอยู่ เพื่อไปแต่โลกหน้ามนุษย์ไป เพื่ออยู่”โลกใบนี้เป็นโลกชั่วคราว แต่โลกหน้าเป็นโลกนิรันดร์ ชะตากรรมของแต่ละชีวิตจะเป็นอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับการกระทำหรือกรรมของมนุษย์ขณะมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้
ขณะอยู่ในครรภ์ ทารกมนุษย์ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเพราะยังไม่ได้ทำอะไรหรือยังไม่มีกรรม เมื่อคลอดออกมาเป็นทารกและเป็นเด็ก สมองยังพัฒนาไม่สมบูรณ์ สติปัญญายังไม่มี พระเจ้าไม่เอาโทษ ถ้าตายในช่วงก่อนถึงวัยบรรลุนิติภาวะทางเพศ ก็ไม่ต้องรับผิดชอบต่อกรรมที่ทำไป ทารกจึงไม่ต้องถูกลงโทษในนรก
ความตายจึงไม่ใช่จุดสุดท้ายของชีวิต ความตายเป็นเหมือนประตูที่เปิดให้วิญญาณ[รุฮ์-จิต]ซึ่งเป็นชีวิตที่แท้จริงก้าวผ่านออกไปสู่อีกโลกหนึ่ง ถ้าไม่ผ่านประตูนี้ วิญญาณก็ไม่สามารถเข้าไปสู่โลกหน้าได้เลย
ในคัมภีร์กุรอานมีคำสอนที่กล่าวว่า “ทุกชีวิตจะได้ลิ้มรสความตาย” แต่ไม่มีใครรู้ว่าจะได้ลิ้มรสชาติความตายเมื่อใด อย่างไรและที่ไหน เพราะเรื่องเกิดและตายเป็นสิทธิของพระเจ้าแต่เพียงผู้เดียว นี่คือเหตุผลที่ศาสนาพร่ำสอนมนุษย์ให้เตรียมตัวพร้อมเสมอก่อนความตายจะมาถึง
โลกหลังความตาย[อาลัมบัรซัค-عالم البرزخ]
โองการอันแจ้งชัดของอัลกุรอาน และฮะดีษของผู้ทรงเกียรติบอกเราว่า ความตายไม่ใช่การสูญสลายของมนุษย์ หลังความตาย วิญญาณของมนุษย์ยังคงดำรงอยู่ภายใต้สภาพที่ได้รับความโปรดปรานหรือไม่ก็รับการลงทัณฑ์จนกว่าจะถึงวันแห่งการฟื้นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง เวลาช่วงนี้ คือ หลังจากความตายจนถึงการฟื้นขึ้นมาเรียกว่า “บัรซัค” นั่นเอง
ชีวิตแห่ง “บัรซัค” นี้เป็นการมีชีวิตอย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นสิ่งเลื่อนลอยหรือเพ้อฝัน อัลลอฮ์ ซ.บ. ตรัสว่า :
وَلَا تَحْسَبَنَّ الَّذِينَ قُتِلُوا فِي سَبِيلِ اللَّهِ أَمْوَاتًا بَلْ أَحْيَاءٌ عِنْدَ رَبِّهِمْ يُرْزَقُونَ } ( آل عمران: 169 ) }
“เจ้าอย่าได้คิดว่าผู้ที่ถูกสังหารในวิถีทางของอัลลอฮ์ว่าได้ตายไปแล้ว แต่พวกเขายังมีชีวิตอยู่ ณ พระผู้อภิบาลของพวกเขาโดยได้รับริซกีก็อยู่[อาลิอิมรอน|169]
แน่นอนเหลือเกิน หากว่ามันไม่ใช่เป็นการมีชีวิตอย่างแท้จริงละก็ อายะฮ์ที่บอกว่า “… ณ พระผู้อภิบาลของพวกเขาโดยได้รับริซกีอยู่…” ก็หาได้มีความหมายไม่
หรือในเรื่องราวของ “มุอ์มินอาลิยาซีน” [ฮะบีบ นัจยอร-ชาวนาผู้เลี้ยงแกะ]ที่เขาได้เตือนกลุ่มชนของเขาให้ปฏิบัติตามทูตของนบีอีซา อ. แต่พวกเขาก็ไม่ปฏิบัติตามซ้ำยังสังหารเขาด้วย ดังที่ว่า:
«قيلَ ادْخُلِ الْجَنَّةَ قالَ يا لَيْتَ قَوْمى يَعْلَمُونَ بِما غَفَرَ لى رَبّى وَ جَعَلَنى مِنَ الْمُكْرَمينَ؛
[หลังจากชายคนนี้ถูกสังหารแล้ว]มีคำกล่าว[เชิญชวนจากพระองค์อัลลอฮ์ว่า]จงเข้าสู่สวรรค์[ในโลกหลังความตาย]เขากล่าวว่า หวังว่าถ้ากลุ่มชนฉันรู้[ก็จะเป็นการดี] หมายถึง เนี้ยะมัตที่เขาได้รับช่างมากมายยิ่งนัก [เป็นการบ่งบอกว่า มนุษย์ยังคงมีชีวิตในโลกหลังความตาย] บทยาซีน: 26-27
ความหมายของสวรรค์ในที่นี้ คือ สวรรค์ของ “บัรซัค” ซึ่งผู้มีอีหม่านทั้งหลายจะได้รับช่วงรอยต่อระหว่างหลังความตายกับวันแห่งการฟื้นขึ้นมา
หรือ อัลกุรอานได้กล่าวถึงชนผู้ปฏิเสธกลุ่มหนึ่งที่ประพฤติชั่วจนวินาทีสุดท้าย ดังคำตรัสของพระองค์ที่ว่า :
حَتَّىٰ إِذَا جَاءَ أَحَدَهُمُ الْمَوْتُ قَالَ رَبِّ ارْجِعُونِ لَعَلِّي أَعْمَلُ صَالِحًا فِيمَا تَرَكْتُ ۚ كَلَّا ۚ إِنَّهَا كَلِمَةٌ هُوَ قَائِلُهَا ۖ وَمِنْ وَرَائِهِمْ بَرْزَخٌ إِلَىٰ يَوْمِ يُبْعَثُونَ
จนกระทั่งเมื่อความตายได้มาเยือนคนใดคนหนึ่งในหมู่พวกเขา เขาได้พูดว่า โอ้พระผู้อภิบาลของข้าฯ ได้โปรดนำข้าพระองค์กลับคืนไป หวังว่าข้าพระองค์จะได้ปฏิบัติดีมีคุณธรรมในสิ่งที่ข้าพระองค์ได้ละทิ้งมันไป[มีเสียงตอบมาว่า]ไม่เป็นเช่นนั้นหรอก นั่นเป็นเพียงคำพูดออกม่เท่านั้น[คำพูดลอยๆ เพราะเมื่อได้กลับไปแล้วก็จะมีพฤติกรรมเหมือนเดิม] และเวลาหลังจากนั้น[หลังความตาย]ของพวกเขาจะมีช่วงเวลาแห่ง บัรซัค (โลกหลังความตาย)ตราบจนวันที่พวกเขาถูกทำให้ฟื้นคืนชีพ[บทอัล มุอ์มินูน: 99-100]
ต่อไปนี้ขอให้เราฟังเรื่องจริงที่ได้เกิดขึ้น
เมื่อสงครามบะดัรสิ้นสุดลง ศัตรูพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิง เหลือเพียงกองซากศพ…มีศพกุฟฟารถูกทิ้งอยู่ในหลุม ท่านศาสดามุฮัมมัด ศ. มาที่ปากหลุมแล้วกล่าวกับซากศพนั้นว่า : “พวกเจ้าชาวกุฟฟารเอ๋ย พวกเจ้าเป็นเพื่อนบ้านที่แสนเลว ขับไล่ไสส่ง
ศาสนทูตของพระผู้เป็นเจ้าจากบ้านเกิดเมืองนอนของเขาร่วมมือกันอย่างจริงจังในการเป็นศัตรูและต่อต้านเขา
فانا قد وَجَدْنَا ما وَعَدَنَا رَبُّنَا حَقًّا فَهَلْ وَجَدْتُمْ ما وَعَدَ رَبُّکُمْ حَقًّا
ตอนนี้ข้าได้พบว่าสัญญาของพระผู้อภิบาลของข้าเป็นจริงแล้ว แล้วพวกเจ้าล่ะ พบหรือยัง ?!!
ท่านอุมัรเมื่อได้ยินคำพูดนั้นก็กล่าวขึ้นว่า
فقال عُمَرُ یا رسولالله ما تُکَلِّمُ من اَجْسَادٍ لَا اَرْوَاحَ لها
โอ้ท่านศาสดา พวกมันเป็นเพียงซากศพแล้วท่านพูดกับมันได้อย่างไร ?!
ท่านศาสดาผู้ทรงเกียรติ ศ. กล่าวตอบว่า
وَالَّذِی نَفْسُ مُحَمَّدٍ بیده ما اَنْتُمْ بِاَسْمَعَ لِمَا اَقُولُ منهم
หยุดเถอะ ! ขอสาบานต่อผู้ที่ชีวิตของมุฮัมมัดอยู่ในพระหัตย์พระองค์ ว่าท่านก็ใช่จะได้ยินมากกว่าพวกมัน สักครู่นี้เมื่อฉันลุกขึ้นและหันหลังจากพวกมันมา มะลาอิกะฮ์ผู้ลงทัณฑ์กำลังฟาดพวกมันด้วยกระบองเหล็ก[บันทึกโดยบุคอรีย์ ศ่อฮิห์บุคอรีย์ เล่ม 5 ฮะดิษเลขที่ 3976]
ท่านอะมีรุลมุอ์มินีน อะลี อ. ก็เช่นเดียวกัน หลังจากเสร็จศึกสงครามญะมัลแล้วท่านได้ขี่ม้าไปท่ามกลางซากศพ และเมื่อไปถึงร่างอันไร้วิญญาณของกะอ์บ บินซูเราะฮ์[เขาเคยถูกแต่งตั้งเป็นผู้พิพากษาเมืองบัศรอฮ์ในสมัยของท่านอุมัรและเป็นเรื่อยมาจนสิ้นสุดสมัยของท่านอุษมาน คนผู้นี้พร้อมกับลูกหลานของเขาได้เอาอัลกุรอานห้อยที่คอ และร่วมทำสงครามต่อท่านอิมามอะลี อ. และทั้งหมดถูกสังหารในสงครามญะมัล]
ท่านอิมามอะลี อ. สั่งให้ทหารชี้ร่างของเขา แล้วท่าน อ. ก็พูดกับเขาว่า :
“กะอ์บเอ๋ย ข้าได้พบว่าสัญญาของพระผู้เป็นเจ้าเป็นสัจจะเสมอ แล้วเจ้าล่ะพบหรือยัง?”
ท่านอิมามอะลี อ. ได้สั่งให้เอาเขานอนลง แล้วก็ทำเช่นเดียวกันนี้กับร่างของฏ็อลฮะฮ์
มีชายคนหนึ่งพูดกับท่านว่า
“การกระทำเช่นนี้มีประโยชน์อะไร ? พวกมันไม่ได้ยินเสียงท่านหรอก”
ท่านอิมามอะลี อ. ตอบว่า :
“ขอสาบาน ทั้งสองได้ยินคำพูดของฉัน เช่นเดียวกับที่ร่างอันไร้วิญญาณของผู้ที่ถูกสังหารในสมรภูมิบะดัรได้ยินท่านศาสดา”
ท่านฮับบะฮ์ อะรอนี กล่าวเช่นเดียวกันนี้ว่า : เราได้ไปยัง “วาดี อัสลาม” กับท่านอะมีรุลมุอ์มินีน อะลี อ. ท่านอิมาม อ. ได้หยุดยืน และคิดว่ากำลังพูดกับใครคนหนึ่ง ข้าพเจ้ายืนรอเสียจนเมื่อยจึงนั่งลงก็ยังไม่หายเมื่อยจึงลุกขึ้นยืนสลับนั่งยืนแล้วก็หยิบผ้าคลุมมา กล่าวขึ้นว่า “ได้โปรดอนุญาตให้ข้าพเจ้าเอาผ้าคลุมนี้ปูให้ท่านรองนั่งดีไหม ข้าพเจ้าเกรงว่า ท่านจะยืนเมื่อย”
ท่านอิมามอะลี อ. กล่าวขึ้นว่า
“โอ้ฮับบะฮ์ ไม่เมื่อยหรอก เพราะกำลังคุยกับมนุษย์คนหนึ่งหรืออาจเป็นมุอ์มินคนหนึ่ง”
ข้าพเจ้าพูดต่อไปว่า “พวกเขาด้วยนะหรือ”
ท่านอิมาม อ. ตอบว่า
“ใช่แล้ว หากเอาม่านที่บังสายตาท่านออก ท่านก็จะได้เห็นว่ามีกลุ่มคนกำลังสนทนากัน”
ข้าพเจ้าถามว่า “เป็นร่างกายหรือจิตวิญญาณ”
ท่านอิมาม อ. ตอบว่า
“เป็นจิตวิญญาณ มุอ์มินทุกคนไม่ว่าจะอยู่แห่งหนตำบลใดที่ตายจากไปจะมีคำสั่งมายังวิญญาณของเขาว่าให้ไปที่วาดีอัสลาม ที่นั่นคือห้องหนึ่งของสวรรค์อัดน์ ดวงวิญญาณของมุอ์มนิทุกคนทั้งใกล้และไกลจะมารวมตัวกันที่นั่น”
