
คำอธิบายสัญลักษณของมุฮมินที่แท้จริงในมุมของอิมามอัสการีย์(อ)
ท่านอิมามฮะซัน อัสกะรี (อ.) ได้กล่าวว่า :
«عَلامَاتُ الْمُؤْمِنِ خَمْسٌ: صَلاةُ الْخَمْسِینَ وَ زِیَارَةُ الْأَرْبَعِینَ وَ التَّخَتُّمُ فِی الْیَمِینِ وَ تَعْفِیرُ الْجَبِینِ وَ الْجَهْرُ بِ بِسْمِ اللَّهِ الرَّحْمنِ الرَّحِیمِ؛
“เครื่องหมายของผู้ศรัทธา (มุอ์มิน) มีห้าประการ ได้แก่: การละหมาดห้าสิบและหนึ่งร็อกอะฮ์, การไปซิยาเราะฮ์ในวันอัรบะอีน (ครบรอบสี่สิบวันหลังจากอาชูรอ), การสวมแหวนที่มือขวา, การสุญูดจนหน้าผากสัมผัสดิน, การกล่าวบิสมิลลาฮิรเราะฮฺมานิรเราะฮีมออกเสียงอย่างชัดเจน.”
คำอธิบายฮะดีษข้างต้น:
เครื่องหมายประการแรก: “การละหมาด51ร็อกอะฮ์”
ที่หมายถึงนี้ คือ การละหมาดฟัรฎู 17 ร็อกอะฮ์ในแต่ละวัน รวมกับละหมาดนาฟิละฮ์ (ละหมาดเสริม) อีก 34 ร็อกอะฮ์ รวมเป็น 51 ร็อกอะฮ์ ซึ่งละหมาดนาฟิละฮ์เหล่านี้ทำหน้าที่เสริมและชดเชยความบกพร่องในละหมาดฟัรฎู โดยเฉพาะการละหมาดตอนกลางคืน (ซะลาตุลเล็ยล์) ซึ่งมีคุณค่าอย่างยิ่ง
ละหมาด 51 ร็อกอะฮ์เช่นนี้ ถือเป็นเอกลักษณ์ของชาวชีอะฮ์ และเป็นของขวัญจากการเดินทางมิอ์รอจของท่านศาสนทูต (ซ็อลฯ) ซึ่งแสดงถึงความสำคัญและคุณค่าลึกซึ้งของการละหมาดในฐานะ “การเดินทางแห่งจิตวิญญาณ” ของผู้ศรัทธา
ข้อสังเกต: แม้ว่าอะฮ์ลิสุนนะฮ์จะมีจำนวนละหมาดฟัรฎูห้าครั้งต่อวันเช่นเดียวกับชีอะฮ์ แต่ในเรื่องของจำนวนละหมาดนาฟิละฮ์นั้นแตกต่างกัน และไม่มีทัศนะใดในหมู่สุนนีที่กำหนดรวมกันได้ถึง 51 ร็อกอะฮ์
สัญลักษณ์ที่สอง: การซิยารัตในวันอัรบะอีน
ความหมายของ “การซิยารัตในวันอัรบะอีน” (Ziyarat al-Arba’in) มิได้หมายถึงการเยี่ยมเยียนสี่สิบคนผู้มีศรัทธา (มุอ์มิน) ตามที่บางคนอาจเข้าใจ ด้วยเหตุผลสามประการดังต่อไปนี้
ประการแรก: คำว่า “الأربعین” (อัรบะอีน) ในที่นี้ มีอักษร “อัลฟ์และลาม” นำหน้า แสดงถึงความหมายเฉพาะเจาะจงว่าเป็น “อัรบะอีน” ที่เป็นที่รู้จักและยอมรับในหมู่ประชาชนทั่วไป ซึ่งก็คือ “วันครบรอบสี่สิบวันหลังจากการเป็นชะฮีดของอิมามฮุเซน (อ.)” มิใช่เพียงการเยี่ยมเยียนสี่สิบมุอ์มินแต่อย่างใด ทั้งนี้ การซิยารัตในวันอัรบะอีนของอิมามฮุเซน (อ.) เป็นที่รู้จักในหมู่ประชาชนทั่วไป ไม่จำกัดเฉพาะในหมู่ชีอะห์เท่านั้น ต่างจากคำว่า “اربعين” ที่ปรากฏในรายงาน (ฮะดีษ) บางแห่งโดยไม่มี “อัลฟ์และลาม” เช่น รายงานจากอิมามศอดิก (อ.) ที่ว่า:
“ผู้ใดที่จดจำฮะดีษของเราสี่สิบบทได้ พระเจ้าจะทรงให้เขาฟื้นขึ้นในวันกิยามะฮ์ในฐานะนักปราชญ์ผู้รอบรู้”
ประการที่สอง: การเยี่ยมเยียนสี่สิบมุอ์มินนั้น เป็นที่รู้กันว่าเป็นเครื่องหมายแห่งศาสนาอิสลามโดยทั่วไป และมีอยู่ทั้งในหมู่ชีอะห์และสุนนี จึงมิใช่สิ่งที่จำเพาะแก่ผู้มีศรัทธาอย่างแท้จริง (มุอ์มิน) ที่จะใช้เป็นเกณฑ์แบ่งแยกผู้ศรัทธาออกจากผู้อื่นได้ ดังนั้น อิมาม (อ.) จึงไม่นับสิ่งนี้เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของผู้มีศรัทธา
แต่การซิยารัตในวันอัรบะอีน ณ สุสานของซัยยิดอัชชุฮะดา (อิมามฮุเซน) ณ แผ่นดินศักดิ์สิทธิ์แห่งกัรบะลา คือการแสดงออกของศรัทธาอันบริสุทธิ์ต่ออะฮ์ลุลบัยต์ (อ.) และผู้ที่มารวมตัวเพื่อการนี้ ย่อมเป็นผู้ศรัทธาเฉพาะกลุ่มที่มีความรักต่อท่านอิมามอย่างลึกซึ้ง ไม่มีข้อสงสัยในเรื่องนี้
ประการที่สาม: บรรดาปราชญ์ผู้ใหญ่ในหมู่ชีอะห์สายอิมามียะ (ชีอะห์สิบสองอิมาม) ต่างตีความรายงานอันทรงเกียรติของอิมามอัสการี (อ.) ว่าหมายถึง “การซิยารัตในวันอัรบะอีนของอิมามฮุเซน (อ.)” เท่านั้น ไม่ใช่การเยี่ยมเยียนสี่สิบผู้ศรัทธา
สัญลักษณ์ที่สาม: การสวมแหวนที่มือขวา
สัญลักษณ์ที่สามของผู้ศรัทธาคือ การสวมแหวนที่มือขวา ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว ชาวชีอะฮ์สายอิหม่ามนิยมจะเคร่งครัดในการปฏิบัติตามสิ่งนี้ และถือเป็นแบบแผนที่ได้รับสืบทอดมาจากบรรดาอิมามผู้บริสุทธิ์ (อ عليهم السلام)
กลุ่มหนึ่งในหมู่ชาวซุนนีมีความเห็นขัดแย้งกับชีอะฮ์ในเรื่องนี้ โดยมองว่าการสวมแหวนที่มือขวาเป็นเพียงสิ่งที่แนะนำ (ไม่ใช่ภาคบังคับ) ถึงแม้หลายครั้งพวกเขาจะยอมรับว่าการสวมแหวนที่มือขวานั้นเป็นแบบอย่างของท่านศาสนทูตมุฮัมมัด (ศ็อลฯ) และเป็นแนวทางอิสลามที่ชีอะฮ์ยึดถือปฏิบัติก็ตาม แต่ด้วยความตั้งใจจะขัดแย้งกับชีอะฮ์ พวกเขาจึงทำตรงกันข้ามกับแนวปฏิบัติของท่านศาสนทูต
อิบนุ ฮะญัร ได้กล่าวว่า มาลิก อิบนุ อะนัส (หนึ่งในสี่อิหม่ามของฝ่ายซุนนี) เห็นว่าการสวมแหวนที่มือขวานั้นเป็นสิ่งที่ไม่นิยม และควรสวมที่มือซ้ายแทน
อัล-บาญี นักวิชาการจากมัซฮับมาลิกีย์ได้กล่าวเน้นย้ำและให้ความสำคัญกับทัศนะของอิหม่ามมาลิกอย่างมากในเรื่องการสวมแหวนที่มือซ้าย
ซะมักชะรี ได้เขียนไว้ในหนังสือ ร่อบีอุลอัبرาร ว่า “คนแรกที่ทำให้การสวมแหวนที่มือซ้ายกลายเป็นเครื่องหมายของตนเอง และทำในทางตรงกันข้ามกับแนวทางของท่านศาสนทูตคือ มุอาวียะ”
จากคำบอกเล่าข้างต้น ทำให้เข้าใจได้ว่าการสวมแหวนที่มือซ้ายนั้นเป็นผลพวงจากการโฆษณาชวนเชิงที่ชั่วร้าย และเป็นแนวคิดเบี่ยงเบนในยุคของราชวงศ์อุมัยยะฮ์ ซึ่งพยายามบิดเบือนแบบแผนของอิสลาม และเปลี่ยนแปลงคำสอนของท่านศาสนทูต โดยเฉพาะสิ่งที่มีต้นกำเนิดจากตระกูลบนีฮาชิม เพื่อแสดงให้เห็นว่าแนวทางใหม่ที่พวกเขานำเสนอนั้นคือ “อิสลามแบบอุมัยยะฮ์” แทนที่จะเป็นอิสลามแท้ที่มีรากฐานมาจากท่านนบีมุฮัมมัด (ศ็อลฯ)
ข้อสังเกต: คำพูดทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการออกกฎว่าเรื่องใด “น่ารังเกียจ” (มักรูห์), “ควรทำ” (มุสตะฮับ), “เป็นสุนนะฮ์” หรือ “เป็นบิดอะฮ์” ที่พวกเขาเผยแพร่ และถึงกับยอมรับด้วยตนเองว่า ได้เปลี่ยนสุนนะฮ์ให้กลายเป็นบิดอะฮ์ และเผยแพร่บิดอะฮ์ขึ้นมาเพียงเพื่อต่อต้านชีอะฮ์ — เรื่องราวเหล่านี้ล้วนเป็นผลผลิตของแนวคิดที่ไร้ค่า ของพวกอย่างฆ็อซาลี, มาวัรดี และเกาะฮ์สถานี ซึ่งในสายตาของเราไม่มีแม้แต่มูลค่าเท่าฝุ่นผง และพวกเขาเองก็ยอมรับว่า สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สุนนะฮ์ของท่านรอซูลุลลอฮ์ (ศ็อลฯ) แต่เป็นบิดอะฮ์ที่พวกเขาสร้างขึ้นเอง
ตัวอย่างเช่น: ฆ็อซาลี กล่าวว่า: “เป็นสิ่งต้องห้ามทั้งสำหรับผู้เทศนาและคนทั่วไป ที่จะเล่าเรื่อง ‘มักตัลฮุเซน’ (เหตุการณ์การพลีชีพของอิมามฮุเซน อ.)”
เกาะฮ์สถานี กล่าวว่า: “หากผู้ใดประสงค์จะอ่านมักตัลของอิมามฮุเซน (อ.) และเล่าประวัติการเป็นชะฮีดของท่าน ก็ควรเริ่มต้นด้วยการอ่านมักตัลของเศาะหาบะฮ์ก่อน เพื่อจะได้ไม่ถูกมองว่าเหมือนกับพวกรอฟิฎ่อฮ์ (คำเรียกดูหมิ่นที่ใช้กับชีอะฮ์)” ความหมายของเขาคือ:ผู้ใดที่ต้องการจะอ่านมักตัลหรือร่อเฎาะฮ์ (บทอ่านรำลึกถึงการเป็นชะฮีด) ของอิมามฮุเซน (อ.ล.) ควรเริ่มต้นด้วยการอ่านมักตัลของอุมัร บิน ค็อฏฏ็อบ หรืออุษมาน บิน อัฟฟาน ทั้งที่บรรดาเศาะหาบะฮ์ส่วนใหญ่มีมติร่วมกันว่าคนผู้นั้น (ที่ถูกฆ่า) เป็นผู้หลงผิด และมีเศาะหาบะฮ์มากถึง 800 คนที่มีส่วนในการฆ่าเขา
หลังจากที่เขาถูกฆ่าแล้ว ศพของเขาถูกโยนทิ้งไว้ที่กองขยะ และนอนอยู่ที่นั่นถึงสามวัน จนกระทั่งมีคนกลุ่มหนึ่ง เช่น มัรวาน บิน ฮะกัม มายกศพเขาไปฝังในเวลากลางคืน แต่กลุ่มชนจากเผ่าบนีมาซินตะโกนขึ้นว่า “ถ้าพวกเจ้าฝังเขาไว้ในสุสาน เราจะบอกเรื่องนี้ให้ผู้คนรู้ในวันพรุ่งนี้” ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงย้ายศพไปยัง “หุชญ์ กู๊กบ์” (สถานที่นอกบะกีอ์) และฝังไว้ที่นั่น ซึ่งเป็นสถานที่ที่ชาวยิวใช้ฝังศพของพวกตน
สรุปใจความ: แนวคิดที่พยายามต่อต้านการรำลึกถึงอิมามฮุเซน (อ.ล.) และเหตุการณ์กัรบาลาอ์ ไม่เพียงแต่แสดงถึงอคติที่มีต่อชีอะฮ์เท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงการบิดเบือนสุนนะฮ์ และการสร้างบิดอะฮ์เพื่อผลประโยชน์ทางนโยบายและแนวคิดที่สืบทอดมาจากผู้ปกครองและนักวิชาการบางกลุ่มในอดีต โดยไม่มีมูลความจริงจากสุนนะฮ์ของท่านศาสดาแม้แต่น้อย.
สัญลักษณ์ที่สี่: การวางหน้าผากลงบนดิน (تَعْفِیرُ الْجَبِینِ)
คำว่า تَعفیر ในภาษาอาหรับ หมายถึง การวางบางสิ่งลงบนดิน เพราะคำว่า عَفر แปลว่า “ดิน” ดังนั้นหากในฮะดีษนี้ คำว่า جَبین หมายถึง جَبهه (หน้าผาก) แล้ว “تَعفیر الجَبین” ก็หมายถึงการวางหน้าผากลงบนดินนั่นเอง
ข้อสังเกตสำคัญ:
- แนวปฏิบัติของฝ่ายสุนนี:
ชาวซุนนีโดยทั่วไปไม่ถือว่าจำเป็นต้องวางหน้าผากลงบนดินโดยตรง อิมามอะบูฮะนีฟะฮ์, มาลิก และอะห์มัด บิน หัมบัล เห็นว่าการวางหน้าผากลงบนผ้าของอะมามะฮ์ (ผ้าพันศีรษะ), ชายเสื้อ, ฝ่ามือ (แม้จะเป็นที่รังเกียจ), ธัญพืช เช่น ข้าวสาลีหรือข้าวบาร์เลย์ หรือแม้แต่หลังของผู้อื่นที่อยู่ข้างหน้า ขณะซัจญดะ(สุญูด/ก้มกราบ) นั้น ล้วนเป็นสิ่งที่อนุญาตได้ - การใช้ “มุฮ์ร” (แผ่นดินสำหรับสุญูด):
ดูเหมือนว่าตั้งแต่สมัย ฆ็อยบะฮ์ศุฆรอ (การเร้นกายระยะสั้นของอิมามมะฮ์ดี อ.ฟ.) มีการเริ่มทำแผ่นดิน (มุฮ์ร) จากดินกัรบาลา เพื่อใช้ขณะสุญูด และธรรมเนียมนี้ยังคงมีอยู่จนถึงปัจจุบัน เนื่องจากการพกพาดินหลวม ๆ ทำได้ยาก จึงนำดินศักดิ์สิทธิ์จากกัรบาลามาผสมเป็นก้อนแข็ง ทำเป็นมุฮ์ร เพื่อสะดวกต่อการพกพาและใช้งาน - คำตอบจากอิมามมะฮ์ดี (อ):
ท่านนักปราชญ์ผู้ทรงเกียรติ มุฮัมมัด บิน อับดุลลอฮ์ บิน ญะอ์ฟัร ฮิมยารี (ในช่วงฆ็อยบะฮ์ศุฆรอ) ได้สอบถามจากอิมามมะฮ์ดี (อ.ฟ.) เกี่ยวกับการทำแผ่นดินสุญูดจากดินหลุมศพ ท่านอิมามตอบว่า:
“ไม่มีปัญหา อนุญาตได้ และมีความประเสริฐ” - เจตนาของดินหลุมศพนั้น:
ดินที่ใช้ทำมุฮ์รซึ่งถามถึงในกรณีนี้ หมายถึง ดินจากหลุมศพของท่านซัยยิดุชชุฮะดาอ์ อิมามฮุเซน (อ.) โดยท่านฮิมยารีเคยถามก่อนหน้านี้ด้วยว่า การใช้ลูกประคำที่ทำจากดินกัรบาลานั้นมีความประเสริฐหรือไม่? อิมามตอบว่า “ผู้ศรัทธาสามารถใช้มันเพื่อกล่าวตัสบีห์ และไม่มีตัสบีห์ใดประเสริฐไปกว่านี้ เพราะหากเขาลืมกล่าวตัสบีห์ แต่ยังคงหมุนลูกประคำนี้อยู่ ก็ยังคงได้ผลบุญจากการตัสบีห์อยู่ดี”
สรุป: การวางหน้าผากลงบนดิน โดยเฉพาะดินจากคัรบาลาอ์ ถือเป็นสัญลักษณ์ของผู้ศรัทธาในแนวทางอะฮ์ลุลบัยต์ และเป็นธรรมเนียมที่มีรากฐานจากคำสอนของอิมามมะอ์ศูม (อ.ล.) ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของความถ่อมตน การเชื่อมโยงกับการพลีชีพของอิมามฮุเซน (อ.ล.) และความตั้งใจแน่วแน่ในความบริสุทธิ์แห่งการเคารพภักดีต่ออัลลอฮ์
สัญลักษณ์ที่ห้า: การกล่าว “بِسْمِ اللَّهِ الرَّحْمٰنِ الرَّحِيمِ” (บิสมิลลาฮิรเราะห์มานิรเราะฮีม) ด้วยเสียงดัง
สัญลักษณ์ที่ห้าของผู้ศรัทธาตามที่ฮะดีษได้กล่าวไว้อย่างชัดเจน คือ การกล่าว “บิสมิลลาฮิรเราะห์มานิรเราะฮีม” ด้วยเสียงดัง ชาวชีอะฮ์สายอิมามิยะฮ์ ยึดตามรายงานจากอะฮ์ลุลบัยต์ (อ.) ว่าในการละหมาดฟัรฎู (ละหมาดที่ต้องอ่านซูเราะฮ์ฮัมด์และอิคลาศ) ที่เป็นละหมาดประเภท “กล่าวออกเสียง” (เช่น ละหมาดซุบฮ์, มัฆริบ และอิชาอ์) นั้น การกล่าว “บิสมิลลาฮิรเราะห์มานิรเราะฮีม” ด้วยเสียงดังเป็น วาญิบ (จำเป็น) ส่วนในการละหมาดประเภท “กล่าวเบา” (เช่น ละหมาดซุฮ์ร์และอัศร์) นั้น การกล่าวบิสมิลลาฮ์ด้วยเสียงดังเป็นสิ่งที่ มุสตะฮับ (ควรทำ)พวกเขาได้ปฏิบัติตามแบบอย่างของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) และท่านอิมามอะลี (อ) โดยถือเป็นหนึ่งในหลักการสำคัญของมัซฮับชีอะฮ์
คำกล่าวของฟัคร์ รอซี (นักวิชาการซุนนีชื่อดัง) ใน “ตัฟซีร กะบีร” (مفاتیح الغیب):
เขาได้อ้างถึงคำของอัล-บัยฮะกีในหนังสือ สุนัน กะบีร ว่า อะบูฮุร็อยเราะฮ์เล่าว่า: ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) เคยกล่าว “บิสมิลลาฮิรเราะห์มานิรเราะฮีม” ด้วยเสียงดังในการละหมาด และบัยฮะกีได้ถ่ายทอดอีกว่า ท่านอุมัร, อิบนุอับบาส, อิบนุอุมัร และอิบนุซุบัยร ต่างก็กล่าวบิสมิลลาฮ์ด้วยเสียงดังในการละหมาด
และที่สำคัญ ท่านอิมามอะลี (อ.) ก็กล่าวบิสมิลลาฮ์ด้วยเสียงดัง ซึ่งแสดงว่าเรื่องนี้ได้รับการถ่ายทอดในระดับ “เตาวาตุร” (มีความมั่นคงสูง)
ฟัคร์ รอซี กล่าวต่อว่า “ใครที่ในศาสนาของตนยึดท่านอะลีเป็นแบบอย่าง ย่อมได้รับทางนำแน่นอน เพราะท่านศาสดา (ศ็อลฯ) กล่าวว่า: โอ้อัลลอฮ์! จงให้ความจริงอยู่กับอะลี ไม่ว่าเขาจะไปทางใด”
และเขายังเสริมว่า: “ชีอะฮ์กล่าวว่า: สุนนะฮ์คือการกล่าวบิสมิลลาฮ์ด้วยเสียงดัง ไม่ว่าจะเป็นในละหมาดที่ออกเสียงหรือที่กล่าวเบา ขณะที่นักนิติศาสตร์ส่วนใหญ่กลับเห็นต่างกับชีอะฮ์ในเรื่องนี้”
อีกทั้งยังกล่าวว่า: “หลักเหตุผลทางปัญญาก็สนับสนุนทัศนะของเรา และการปฏิบัติของท่านอะลี (อ.ล.) ก็อยู่กับเราเช่นกัน และใคร
บทความโดย : เชคยูซุฟ เพชรกาหรีม
