
“ก่อนรอมฎอนจะจากไป เราได้อะไรจากมัน?”
รอมฎอนมิใช่เพียงเดือนหนึ่งที่ผ่านเข้ามาในปฏิทินของชีวิต หากแต่เป็นช่วงเวลาแห่งการเยียวยาหัวใจ เป็นฤดูแห่งการกลับคืนสู่พระผู้เป็นเจ้า เป็นโอกาสที่ฟ้าถูกเปิดออก และความเมตตาของอัลลอฮ์หลั่งไหลลงมายังบ่าวของพระองค์อย่างไม่ขาดสาย แต่คำถามที่ลึกยิ่งกว่านั้นคือ… เมื่อเดือนอันประเสริฐนี้กำลังจะลาจาก เราได้อะไรกลับไปบ้าง?
อัลกุรอานกล่าวไว้ว่า
“โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย! การถือศีลอดถูกกำหนดแก่พวกเจ้า ดังที่มันเคยถูกกำหนดแก่บรรดาผู้ก่อนหน้าพวกเจ้า เพื่อว่าพวกเจ้าจะยำเกรง (ตักวา)” (อัลบะเกาะเราะฮ์ 2:183)
เป้าหมายของรอมฎอนจึงไม่ใช่ความหิว ไม่ใช่การอดอาหาร แต่คือ “ตักวา” — การมีหัวใจที่ตื่นรู้ต่ออัลลอฮ์ หัวใจที่รู้สึกถึงการเฝ้ามองของพระองค์แม้ในความลับที่สุดของชีวิต หากรอมฎอนผ่านไปโดยที่หัวใจของเรายังแข็งกระด้าง ยังไม่รู้สึกถึงพระองค์ นั่นอาจหมายความว่า เราเพียง “อดอาหาร” แต่ยังไม่ได้ “ถือศีลอด” อย่างแท้จริง
หนึ่งในสิ่งที่เราควรถามตัวเองคือ รอมฎอนได้เปลี่ยนเราแค่ไหน? เราเคยตื่นขึ้นมากลางดึกเพื่อสนทนากับพระองค์ในละหมาดตะฮัจญุด เราเคยหลั่งน้ำตาในดุอาอ์ เราเคยรู้สึกถึงความหิวแล้วเข้าใจคนยากจน หรือเรายังใช้ชีวิตแบบเดิม เพียงแค่เลื่อนเวลาอาหารออกไป?
ท่านนบีมุฮัมมัด (ศ็อลฯ) กล่าวว่า
“มีผู้ถือศีลอดมากมาย ที่ไม่ได้อะไรจากการถือศีลอดของเขา นอกจากความหิวและความกระหาย”
หะดีษนี้มิใช่เพื่อให้เราท้อแท้ แต่เพื่อปลุกเราให้ตื่น รอมฎอนไม่ได้วัดกันที่จำนวนชั่วโมงที่เราอดทน แต่ถูกวัดด้วยคุณภาพของหัวใจที่เปลี่ยนแปลง หากลิ้นยังคงโกหก สายตายังมองในสิ่งต้องห้าม ใจยังเต็มไปด้วยความอิจฉา ความโกรธ ความหยิ่งผยอง รอมฎอนก็อาจเป็นเพียง “พิธีกรรม” ที่ไร้จิตวิญญาณ
แต่ในทางกลับกัน สำหรับผู้ที่ใช้รอมฎอนอย่างแท้จริง เดือนนี้คือโรงเรียนแห่งการเปลี่ยนแปลง เป็นค่ายฝึกของจิตวิญญาณ เราเรียนรู้ที่จะควบคุมตัวเอง หยุดสิ่งที่เคยชิน ฝึกความอดทน ฝึกความจริงใจ (อิคลาศ) เพราะการถือศีลอดเป็นอิบาดะฮ์ที่ไม่มีใครเห็น นอกจากอัลลอฮ์
ลองพิจารณาให้ลึก การละหมาดมีท่าทาง การซะกาตมีจำนวน แต่การถือศีลอด… เป็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ในหัวใจ มันคือความสัมพันธ์ลับระหว่างบ่าวกับพระเจ้า และนั่นคือสิ่งที่ทำให้มันมีคุณค่าอย่างยิ่ง
อีกสิ่งหนึ่งที่รอมฎอนมอบให้คือ “การเชื่อมต่อกับอัลกุรอาน” เพราะเดือนนี้คือเดือนที่อัลกุรอานถูกประทานลงมา หลายคนอาจเริ่มอ่านกุรอานมากขึ้น ฟังมากขึ้น หรือแม้แต่พยายามเข้าใจความหมายของมัน แต่คำถามคือ หลังจากรอมฎอนผ่านไป เราจะยังคงมีความสัมพันธ์นี้อยู่หรือไม่? หรือเราจะปิดกุรอานไว้บนชั้น รอจนถึงรอมฎอนหน้า?
รอมฎอนยังสอนเราเรื่อง “ความเมตตา” เราให้ทานมากขึ้น เรานึกถึงคนที่ลำบากมากขึ้น เราเปิดใจมากขึ้น นี่คือสัญญาณของหัวใจที่มีชีวิต แต่ถ้าหลังรอมฎอน เรากลับไปเป็นคนเดิม ใจแคบเหมือนเดิม ไม่สนใจใครเหมือนเดิม นั่นแปลว่าเรายังไม่ได้รับบทเรียนที่แท้จริง
มีคำกล่าวของบรรดานักปราชญ์ว่า
“อย่าดูว่าคุณทำอิบาดะฮ์มากแค่ไหนในรอมฎอน แต่จงดูว่าคุณยังคงรักษามันได้หรือไม่หลังรอมฎอน”
เพราะเครื่องหมายของการยอมรับ (กอบูล) คือการที่ความดีนั้นยังคงดำเนินต่อไป หากหลังรอมฎอน เรายังละหมาดตรงเวลา ยังอ่านกุรอาน ยังรักษาลิ้นและสายตา ยังมีหัวใจที่อ่อนโยน นั่นคือสัญญาณว่า รอมฎอนได้ทิ้งร่องรอยไว้ในตัวเรา
แต่หากทุกอย่างจบลงพร้อมกับเสียงตักบีรของวันอีด นั่นอาจหมายความว่า เราเพียงแค่ “ผ่านรอมฎอน” แต่รอมฎอนไม่ได้ “ผ่านเรา”
ก่อนที่รอมฎอนจะจากไป ลองหยุดและถามตัวเองอย่างจริงใจ…
ฉันใกล้อัลลอฮ์มากขึ้นหรือไม่?
ฉันละทิ้งบาปบางอย่างได้หรือยัง?
หัวใจของฉันนุ่มนวลขึ้นหรือยัง?
ฉันรักอัลกุรอานมากขึ้นหรือยัง?
ถ้าคำตอบคือ “ใช่” แม้เพียงเล็กน้อย นั่นคือของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของรอมฎอน
แต่ถ้ายังไม่… ประตูยังไม่ปิด
ตราบใดที่เรายังมีลมหายใจ เรายังสามารถเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ
รอมฎอนกำลังจะจากไป…
แต่อัลลอฮ์ยังคงอยู่
ความเมตตาของพระองค์ยังคงเปิดกว้าง
และเส้นทางกลับคืนยังคงรอคอยเราอยู่เสมอ
ขอให้รอมฎอนปีนี้ ไม่ใช่เพียงเดือนที่เราจดจำ
แต่เป็นจุดเปลี่ยนที่เราจะไม่มีวันกลับไปเป็นคนเดิมอีกต่อไป…
บทความโดย : เชคฮัมกา แอเหย็บ
