
ลุกมาน ฮากีม เป็นนักปราชญ์ผู้มีความคิดลึกซึ้งและละเอียดอ่อน เขามีชีวิตอยู่หลายศตวรรษก่อนยุคอิสลาม ในสมัยของศาสดาดาวูด (อ.)
เขาเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญที่ถูกกล่าวถึงในคัมภีร์อัลกุรอานอย่างน่ายกย่อง โดยเฉพาะคำสอนอันลึกซึ้งที่เขามอบให้แก่บุตรชาย ได้รับการบันทึกไว้ทั้งในอัลกุรอานและรายงานฮะดีษหลายบท อีกทั้งยังมีบทหนึ่งในอัลกุรอานที่ตั้งชื่อตามเขาคือ ซูเราะฮ์ลุกมาน (Surah Luqman)
คำสอนของลุกมานยังคงเป็นแนวทางอันมีคุณค่าสำหรับผู้แสวงหาปัญญาและการดำเนินชีวิตที่ดีงามจนถึงปัจจุบัน
ลุกมาน ฮากีม เป็นทาสผิวดำที่เกิดในดินแดนซูดาน แม้รูปลักษณ์ของเขาจะดำคล้ำและไม่น่าดู แต่เขากลับมีจิตใจที่สว่างไสว ความคิดที่ลึกซึ้ง และศรัทธาที่มั่นคง เดิมทีเขาเป็นทาสในวัยหนุ่ม แต่ด้วยความเฉลียวฉลาดและปัญญาที่ลึกซึ้ง เขาจึงได้รับอิสรภาพ และในเวลาต่อมาได้รับความเคารพนับถืออย่างกว้างขวางลุกมานเป็นบุคคลที่ซื่อสัตย์ หลีกเลี่ยงจากสิ่งต้องห้าม ไม่พูดคำหยาบหรือวาจาไร้สาระ และไม่ข้องเกี่ยวกับบาป เขาใช้ชีวิตอย่างมีความบริสุทธิ์และจริงใจในทุกด้าน
เวลาว่างของเขาถูกใช้ไปกับความสงบ การคิดใคร่ครวญถึงสัจธรรมของโลกและการรู้จักพระผู้เป็นเจ้า เพื่อยังชีพ เขาทำงานเป็นช่างตัดเสื้อหรือช่างไม้ (บางตำนานกล่าวว่าเขาเป็นทาสชาวเอธิโอเปียที่เลี้ยงชีพด้วยการเลี้ยงสัตว์)ลุกมานไม่หัวเราะโดยไม่จำเป็น และไม่เยาะเย้ยผู้อื่น เขาไม่ยอมให้ความโกรธหรือกิเลสควบคุมจิตใจ ไม่หลงระเริงเมื่อประสบความสำเร็จ และไม่เสียใจเกินควรเมื่อผิดหวัง ความอดทนของเขานั้นยิ่งใหญ่ ถึงขั้นที่เมื่อสูญเสียลูกไปหลายคน เขายังไม่ยอมให้หยาดน้ำตาแห่งความโศกเศร้าไหลออกมาเลย
ปัญญาของลุกมาน และการปฏิเสธตำแหน่งศาสดา
ลุกมานให้ความสำคัญกับการปรับความเข้าใจและไกล่เกลี่ยข้อขัดแย้งในหมู่ผู้คนอย่างจริงจัง เขาไม่เคยปล่อยให้ผู้คนที่ทะเลาะหรือต่อสู้กันต้องแยกจากกันโดยที่เขาไม่ได้พยายามสร้างสันติระหว่างพวกเขาเสียก่อน เขามักใช้เวลาอยู่กับนักปราชญ์ นักวิชาการ และกษัตริย์ เตือนพวกเขาถึงความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ของตน และตักเตือนมิให้หลงในความเย่อหยิ่ง ในขณะเดียวกัน ลุกมานเองก็เรียนรู้บทเรียนจากพฤติกรรมและชะตาชีวิตของคนเหล่านั้นด้วย
ด้วยเหตุนี้เอง เขาจึงกลายเป็นผู้ที่เหมาะสมจะได้รับ “เสื้อคลุมแห่งปัญญา” และในวันหนึ่ง ขณะที่แดดยามบ่ายแผดเผาและผู้คนต่างนอนหลับพักกลางวัน บรรดาเทวทูตได้มาเยือนโดยที่เขามองไม่เห็น พวกเขาถามความคิดเห็นของลุกมานเกี่ยวกับการรับตำแหน่งศาสดาและผู้แทนของพระเจ้าลุกมานตอบว่า “หากพระผู้เป็นเจ้าทรงบัญชาให้ฉันต้องรับภารกิจอันยิ่งใหญ่นี้ ข้าพเจ้าจะยอมรับด้วยความเคารพ และเชื่อมั่นว่าพระองค์จะประทานความช่วยเหลือ ความรู้ และปัญญาที่จำเป็นแก่ข้าพเจ้า และทรงคุ้มครองไม่ให้หลงผิดพลาด แต่ถ้าพระองค์ให้ข้าพเจ้ามีสิทธิเลือก ข้าพเจ้าขอปฏิเสธภาระหน้าที่นี้ และขอเลือกชีวิตอันสงบเรียบง่ายแทน”
เมื่อเหล่าเทวทูตถามถึงเหตุผลที่ลุกมานปฏิเสธ เขาอธิบายว่า “แม้การเป็นผู้นำประชาชนจะเป็นตำแหน่งอันสูงส่ง แต่มันเต็มไปด้วยบททดสอบ ความวุ่นวาย ความผิดพลาด และภัยอันมืดมน หากใครได้รับมอบหมายให้ทำโดยไม่มีความช่วยเหลือจากพระเจ้า เขาย่อมตกหลุมพรางและหลงจากทางแห่งความรอด แต่ผู้ใดรอดพ้นได้ ก็จะพบกับความสำเร็จแท้จริงความต่ำต้อยและความไม่เป็นที่รู้จักในโลกนี้ หากแลกมาด้วยเกียรติยศและศักดิ์ศรีในปรโลก ย่อมเป็นสิ่งที่ควรยอมรับ แต่หากใครใฝ่หาชื่อเสียงและอำนาจในโลกนี้ เขาจะสูญเสียทั้งโลกนี้และโลกหน้า เพราะเกียรติและทรัพย์สินในโลกนี้เป็นเพียงของชั่วคราว ไม่มีใครได้ครอบครองมันตลอดไป และคนเช่นนั้นก็จะไม่อาจเข้าถึงเกียรติและพรนิรันดร์ในโลกหน้าเช่นกัน”
เมื่อเหล่าเทวทูตได้ยินคำพูดของลุกมาน พวกเขาชื่นชมสติปัญญาอันลึกซึ้งของเขา และพระผู้เป็นเจ้าก็ประทานความโปรดปรานแก่เขา เปิดประตูแห่งปัญญาให้แก่ลุกมาน ปัญญาและความรู้จึงไหลรินจากปากของเขา สร้างความกระจ่างแก่ผู้แสวงหาความจริงตามกำลังสติปัญญาของแต่ละคนในบรรดาผู้ฟังคำสอนของลุกมาน ลูกชายของเขาเป็นผู้ที่ลุกมานกล่าวสอนบ่อยที่สุด แม้ว่าคำแนะนำของลุกมานจะมีลักษณะทั่วไปสำหรับทุกคนก็ตาม
คำสอนของลุกมานต่อบุตรชาย:
ลุกมานมักใช้โอกาสต่าง ๆ ในการตักเตือนและสั่งสอนทั้งลูกชายของเขาและผู้คนทั่วไป เขาได้กล่าวเตือนสติแก่บุตรชายชื่อ นาตาน ด้วยถ้อยคำอันเปี่ยมด้วยปัญญาว่า:
“ลูกของพ่อ…จงขอบคุณพระเจ้าอยู่เสมอ และอย่าได้ตั้งสิ่งใดขึ้นเป็นผู้เทียบเท่ากับพระองค์ เพราะการยกสิ่งมีชีวิตที่อ่อนแอและพึ่งพาผู้อื่นได้ยาก มาเทียบกับพระผู้เป็นเจ้าผู้ยิ่งใหญ่และไม่ต้องพึ่งพาใครเลยนั้น เป็นความอยุติธรรมอย่างใหญ่หลวง
ลูกเอ๋ย… แม้การกระทำของเจ้าจะเล็กเพียงเมล็ดมัสตาร์ด และซ่อนอยู่ในก้อนหินใหญ่ หรืออยู่ในฟากฟ้า หรือซ่อนลึกใต้พื้นพิภพ มันก็ไม่พ้นสายตาของพระเจ้า และในวันแห่งการฟื้นคืนชีพ เจ้าจะต้องได้รับผลตอบแทนหรือโทษตามสิ่งที่ทำไว้
ลูกของพ่อ… จงตั้งมั่นในการละหมาด เพื่อเชื่อมโยงตนเองกับพระเจ้าให้แน่นแฟ้น และเพื่อให้เจ้าห่างไกลจากความชั่วและสิ่งน่ารังเกียจ และเมื่อเจ้าเติบโตขึ้น จงเป็นผู้นำผู้อื่นสู่ความดีงาม การชำระจิตใจ และความบริสุทธิ์ทางวิญญาณ และในเส้นทางนี้จงมีความอดทนอดกลั้นเสมอ
ลูกของพ่อ… อย่าได้เย่อหยิ่งต่อผู้คน และอย่าหยิ่งผยองโอ้อวด เพราะพระเจ้าไม่รักคนที่อวดดีและหยิ่งยโส
ลูกเอ๋ย… อย่าซ้ำเติมความผิดของผู้คน เพราะพวกเขาอาจผูกใจเจ็บ และอย่าต่ำต้อยจนน่าเวทนา เพราะเขาอาจดูแคลนเจ้า จงเป็นคนที่พอดี ไม่หวานเกินไปจนคนอยากกลืนกิน และไม่ขมเกินไปจนใคร ๆ อยากผลักไส
ลูกของพ่อ… เวลาเดิน จงเดินอย่างสง่างาม ไม่ให้เหมือนผู้กดขี่ หรือคนต่ำต้อยไร้ศักดิ์ศรี และเวลาเอ่ยวาจา จงพูดอย่างนุ่มนวล เพราะเสียงอันดังเกินควรไม่ใช่สิ่งงดงาม และเปรียบได้กับเสียงของสัตว์
ลูกของพ่อ… จงเรียนรู้จากโลกใบนี้ แต่อย่าทอดทิ้งมันจนเจ้าต้องพึ่งผู้อื่นและกลายเป็นคนยากไร้ และในขณะเดียวกัน ก็อย่าผูกพันกับมันจนลุ่มหลงในผลกำไรหรือขาดทุน จนทำให้เจ้าละเลยชีวิตหลังความตาย
ลูกของพ่อ… โลกนี้เปรียบเสมือนทะเลลึกที่แม้แต่นักปราชญ์มากมายก็จมหายไปในนั้น หากเจ้าต้องการข้ามทะเลนี้ จงใช้เรือแห่งศรัทธา ใบเรือแห่งการวางใจในพระเจ้า และเสบียงแห่งความยำเกรง แล้วเจ้าจะรอดจากคลื่นอันเชี่ยวกราก หากเจ้ารอดพ้นจากภยันตรายเหล่านี้ เจ้าจะได้รับความเมตตาจากพระเจ้า แต่หากเจ้าพ่ายแพ้ เจ้าก็จะจมหายไปในบาปของตัวเอง”
“ลูกของพ่อ...ในคืนและวันอันยาวนาน จงจัดสรรเวลาไว้สำหรับการแสวงหาความรู้และปัญญา และในเส้นทางนี้ จงคบหากับผู้รู้และนักปราชญ์ให้มาก อยู่ใกล้พวกเขา และเมื่ออยู่ในวงสนทนา จงมีมารยาท ถ่อมตน หลีกเลี่ยงการโต้เถียงหรือเถียงดื้อรั้น เพราะสิ่งเหล่านั้นจะทำให้เจ้าถูกกันออกจากแสงสว่างแห่งปัญญาที่พวกเขาถืออยู่
ลูกของพ่อ...จงมีมิตรให้มากถึงพันคน เพราะบางครั้งพันมิตรก็ยังไม่พอ แต่ขอจงอย่าสร้างศัตรูแม้เพียงหนึ่งเดียว เพราะแม้ศัตรูเพียงคนเดียว ก็ยังนับว่ามากเกินไป
ลูกเอ๋ย…ศาสนาเปรียบเสมือนต้นไม้ศรัทธาในพระเจ้า เป็นเสมือนน้ำที่รดให้ต้นไม้นั้นเติบโตการละหมาด คือรากฐานที่หยั่งลึกมั่นคงการจ่ายซะกาต เปรียบได้กับลำต้นที่ตั้งตรงมิตรภาพในหนทางของพระเจ้า คือกิ่งก้านที่แผ่ออกศีลธรรมอันดีงาม คือใบไม้ที่ให้ร่มเงาและการเว้นจากสิ่งต้องห้าม คือผลไม้ที่งอกงามจากต้นศรัทธานั้นดั่งเช่นต้นไม้ที่สมบูรณ์เมื่อมีผลไม้อันดี ศาสนาก็จะสมบูรณ์ได้เมื่อเจ้าหลีกเลี่ยงการกระทำที่เป็นบาป”
ลุกมานในมุมมองของอิมามศอดิก (อ.)
มีผู้ถามอิมามศอดิก (อ.) ว่า: “พระเจ้าได้ประทานปัญญาอันใดให้แก่ลุกมาน จึงมีการกล่าวถึงเขาในพระคัมภีร์อัลกุรอาน?” ท่านตอบว่า: “ขอสาบานต่อพระเจ้า ปัญญาที่ลุกมานได้รับมิใช่ทรัพย์สิน ตำแหน่ง ชาติตระกูล หรือรูปร่างหน้าตาอันงดงาม แต่เขาเป็นบุคคลที่มีความเข้มแข็งในการรับใช้พระเจ้า ยำเกรงในหนทางของพระองค์ เงียบขรึม สุขุม ละเอียดรอบคอบ มองการณ์ไกล มีสายตาแหลมคม และเป็นผู้ถ่ายทอดคำสอนเขาไม่หลับในเวลากลางวัน และเฝ้าตรวจสอบการกระทำของตนเองอยู่เสมอเขาไม่เคยหัวเราะ เพราะเกรงว่าจะเผลอทำบาป ไม่โกรธ ไม่ล้อเล่นพระเจ้าประทานลูกหลานจำนวนมากแก่เขา แต่ทุกคนล่วงลับไปก่อนเขา เขาก็ยังอดทนต่อบททดสอบนั้น และพอใจในสิ่งที่พระเจ้ากำหนด ไม่หลั่งน้ำตาให้กับผู้ใดเลยทุกครั้งที่เขาพบผู้คนที่ทะเลาะหรือมีความขัดแย้งกัน เขาจะเป็นผู้นำพาสันติคืนสู่พวกเขา และดับไฟแห่งความเคียดแค้นในใจของพวกเขาลง”
ลุกมานในมุมมองของนักอรรถาธิบายอัลกุรอาน (มุฟัสซีรีน)
นักอรรถาธิบายอัลกุรอานบางกลุ่มเชื่อว่าลุกมานเป็นศาสดา (นบี) แต่ส่วนใหญ่เห็นว่าเขาเป็นนักปราชญ์ผู้เปี่ยมด้วยปัญญาไม่มีข้อสงสัยในเรื่องผิวพรรณของเขาว่าเป็นคนผิวดำ และแม้เขาจะมีใบหน้าที่ไม่งดงามและริมฝีปากหนา แต่ด้วยจิตใจที่สว่างไสว มโนธรรมที่ตื่นรู้ และปัญญาที่ล้ำเลิศ ทำให้บุคลิกภายในของเขาโดดเด่นและงดงามยิ่งนักมีคนเคยถามลุกมานว่า: “เมื่อก่อนเจ้าก็เลี้ยงแกะอยู่กับพวกเราเช่นเดียวกัน แล้วเหตุใดเจ้าจึงได้มาถึงตำแหน่งอันสูงส่งเช่นนี้?” ลุกมานตอบว่า: “ข้าได้รู้จักพระเจ้า รักษาความซื่อสัตย์ พูดความจริง และละเว้นจากวาจาที่ไร้สาระและไม่มีประโยชน์”บางตำนานกล่าวว่า ลุกมานเป็นบุตรของพี่สาวของศาสดาอัยยูบ (อ.) บางรายงานบอกว่าเขาเป็นลูกของลูกพี่ลูกน้องของอัยยูบ ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งเชื่อว่าเขาเป็นญาติห่าง ๆ ของศาสดาอิบรอฮีม (อ.)
สุดท้ายลุกมานจะเป็นใครก็แล้วแต่ แต่เขาคือหนึ่งในวีระบุรุษที่เป็นต้นแบบให้ใครได้ปฏิบัติตาม ที่แน่ๆเขาผู้ที่อัลลอฮทรงโปรดและรักเขา!!
บทความโดย : เชคยูซุฟ เพชรกาหรีม
