
วันที่ 1 ของเดือนซุลฮิจญะฮ์ ตามคำรายงานจากหะดีษต่าง ๆ เป็นวันที่ท่านศาสนทูตมุฮัมมัด (ศ็อลฯ) ได้ทำการสมรสท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ (อ.) กับท่านอิมามอะลี (อ.) ตามพระบัญชาจากอัลลอฮ์ โดยการสมรสนี้ได้กลายเป็นต้นธารของสายธารแห่งความบริสุทธิ์ (อะอ์มะฮ์) และนำไปสู่ผู้ช่วยให้รอดแห่งโลกในอนาคต
เราจะย้อนพาไปดูเรื่องราวเหตุการณ์ก่อนการสู่ขอท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ (อ.) จนถึงช่วงต้นของชีวิตสมรสของทั้งสองท่าน ซึ่งเปี่ยมด้วยแสงแห่งความศรัทธา
- การสู่ขอท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ (อ.):
จากบันทึกทางประวัติศาสตร์ ก่อนที่ท่านอะลี (อ.) จะทำการสู่ขอท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ (อ.) บรรดาเศาะฮาบะฮ์ (สหายของท่านศาสนทูต) หลายคน เช่น อบูบักร บิน อบีกุหาฟะฮ์ และอุมัร บิน ค็อฏฏ็อบ ก็เคยทำการสู่ขอท่านหญิงเช่นกัน แต่ท่านนบี (ศ็อลฯ) ได้ตอบพวกเขาว่า เรื่องการสมรสของฟาฏิมะฮ์นั้นขึ้นอยู่กับพระบัญชาของอัลลอฮ์นักรายหะดีษผู้มีชื่อเสียงของชีอะฮ์ในศตวรรษที่ 5 ฮ.ศ. คือ เชคฏูซี ได้บันทึกเหตุการณ์นี้ไว้ในหนังสือ อุมัลี โดยอ้างอิงจากคำบอกเล่าของท่านอิมามอะลี (อ.) ดังนี้:
“ข้าพเจ้าได้กล่าวแก่ท่านศาสนทูตว่า: โอ้ ท่านเราะซูลุลลอฮ์! ท่านจะยกฟาฏิมะฮ์ให้ข้าพเจ้าหรือไม่? ท่านตอบว่า: โอ้อะลี! ก่อนหน้านี้มีชายหลายคนมาสู่ขอฟาฏิมะฮ์ แต่ทุกครั้งที่ข้าพเจ้ากล่าวถึงเรื่องนี้กับนาง ก็เห็นความไม่พอใจบนใบหน้าของเธอ… เจ้าจงรอไว้ ข้าจะไปหานางก่อนแล้วจะกลับมาบอกเจ้า”
จากนั้น ท่านศาสนทูตได้เข้าไปหาท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ (อ.) และกล่าวว่า: “โอ้ ฟาฏิมะฮ์!” นางตอบว่า: “ลับบัยกะ ยา เราะซูลัลลอฮ์” (ข้าพเจ้ายินดีรับใช้ท่าน โอ้เราะซูลของอัลลอฮ์)
ท่านจึงกล่าวว่า: “อะลี บิน อบีฏอลิบ ผู้ซึ่งเจ้ารู้จักในฐานะเครือญาติ ผู้มีเกียรติ และผู้เป็นหนึ่งในผู้มาก่อนในศาสนาอิสลาม ได้มาขอเจ้าแต่งงาน ข้าพเจ้าได้วิงวอนต่ออัลลอฮ์ผู้ทรงยิ่งใหญ่ ให้เจ้าสมรสกับผู้เป็นที่รักยิ่งในบรรดาสิ่งสร้างของพระองค์ แล้วเจ้ามีความคิดเห็นอย่างไร?”
ฟาฏิมะฮ์นิ่งเงียบ ไม่ตอบคำใด และไม่หันหน้าหนีจากท่านศาสนทูต ท่านจึงกล่าวว่า: “อัลลอฮุอักบัร! ความเงียบของฟาฏิมะฮ์คือสัญญาณแห่งความพึงพอใจของเธอ”
หลังจากเหตุการณ์นั้น ญิบรีล (อ.) ก็ได้ลงมาหาท่านศาสนทูตและกล่าวว่า:
“โอ้มุฮัมมัด! จงยกฟาฏิมะฮ์ให้แก่อะลี บิน อบีฏอลิบเถิด แท้จริงอัลลอฮ์ทรงพอพระทัยที่ให้ฟาฏิมะฮ์เป็นคู่ครองของอะลี และให้อะลีเป็นคู่ครองของฟาฏิมะฮ์”
ต่อมาเมื่อท่านอะลีและฟาฏิมะฮ์แต่งงานกันแล้ว บางคนในหมู่ผู้อพยพ (มุฮาญิรีน) ที่เคยสู่ขอท่านหญิงมาก่อนก็เข้ามาแสดงความน้อยใจต่อท่านศาสนทูต แต่ท่านก็ได้ตอบว่า การสมรสครั้งนี้เป็นไปตามพระบัญชาของอัลลอฮ์ ไม่ใช่ตามความพึงใจของมนุษย์
- คำกล่าวในพิธีนิกาห์
ตามรายงานของ อิบนุ ชะฮ์เรอาชูบ (ผู้ถึงแก่อสัญกรรมในปี ฮ.ศ. 588) ในหนังสือ มะนาเก็บ อาลิ อบีฏอลิบ ได้บันทึกไว้ว่า ในพิธีสมรสของท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ (อ.) และท่านอะลี (อ.) ท่านศาสนทูต (ศ็อลฯ) ได้ขึ้นกล่าวบนมิมบัรและกล่าวว่า:
“อัลลอฮ์ได้ทรงบัญชาแก่ฉันให้ทำการสมรสระหว่างฟาฏิมะฮ์กับอะลี และฉันได้ปฏิบัติตามพระบัญชานั้นแล้ว”
นอกจากนี้ ในหนังสือ อัลมุศบาหฺ ของกัฟอามี (ผู้ประพันธ์ในศตวรรษที่ 9 ฮ.ศ.) ยังได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า วันที่ 1 ของเดือนซุลฮิจญะฮ์ คือวันแห่งพิธีสมรสระหว่างท่านอะลี (อ.) และท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ (อ.)
มุฮัมมัดฮาดี ยูซุฟี เฆารอวี (เกิดในปี ฮ.ศ. 1327) นักวิจัยด้านประวัติศาสตร์อิสลาม ระบุว่า ช่วงเวลาระหว่างพิธีหมั้น (อักด์) จนถึงพิธีแต่งงานจริงนั้นกินเวลาประมาณ 10 เดือน ท่านสันนิษฐานว่า การเร่งทำพิธีนิกาหของท่านศาสนทูตนั้น มีจุดประสงค์เพื่อให้ผู้ที่เคยสู่ขอท่านหญิงก่อนหน้านั้นได้รับคำตอบที่ชัดเจน ส่วนการชะลอพิธีแต่งงาน ก็อาจเป็นเพราะต้องการให้ท่านหญิงฟาฏิมะฮ์เติบโตเต็มที่ทั้งทางร่างกายและวุฒิภาวะ
- มะฮัร (สินสอด) และเครื่องแต่งงาน:
ในบรรดารายงานต่าง ๆ ได้ระบุว่า มะฮัรของท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ (อ.) นั้นมีหลายตัวเลข เช่น 12.5 อูกียะฮ์, 500 ดิรฮัม, 480 ดิรฮัม และ 400 มษกอลเงิน แต่ตามทัศนะของอิบนุ ชะฮ์เรอาชูบ (488–588 ฮ.ศ.) นักรายหะดีษสายชีอะฮ์ ถือว่าจำนวน 500 ดิรฮัม เป็นจำนวนที่ถูกต้องและได้รับการยอมรับมากที่สุด
เหตุผลที่ตัวเลขแตกต่างกัน ก็เนื่องมาจากมีรายงานอื่น ๆ ที่กล่าวว่ามะฮัรของท่านหญิงคือผ้าฝ้ายจากเยเมน, หนังสัตว์ที่ยังไม่ผ่านการฟอก, พืชหอม หรือบางรายงานระบุว่าเป็นเสื้อเกราะพร้อมหนังสัตว์
500 ดิรฮัม นี้ยังถูกเรียกว่า มะฮัร อัส-สุนนะฮ์ (สินสอดตามแบบอย่างของท่านนบี) ซึ่งประมาณเทียบเท่า เงินบริสุทธิ์ประมาณ 1,500 กรัมและนอกจากสินสอดที่เป็นทรัพย์แล้ว ยังมีรายงานว่า ท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ (อ.) ได้วิงวอนขอจากบิดาของนาง ให้ขอดุอาอ์ต่ออัลลอฮ์ว่า ขอให้มะฮัรของนาง คือสิทธิในการชะฟาอะฮ์ (ขอความเมตตาแทน) ให้แก่บรรดามุสลิมผู้กระทำบาป ซึ่งอัลลอฮ์ก็ทรงตอบรับ และทำให้นางกลายเป็น “สื่อกลางแห่งการอภัย” ในวันแห่งการพิพากษา
#โองการแห่งอัลกุรอานที่สะท้อนถึงการสมรสของท่านอะลี (อ.) และท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ (อ.)
มีหลายโองการในอัลกุรอานที่นักตัฟซีรได้ตีความว่าเกี่ยวข้องกับการสมรสอันศักดิ์สิทธิ์นี้:
🔹 ซูเราะฮ์ อัล-เกาซัร (الکوثر)
โองการสุดท้ายของซูเราะฮ์นี้กล่าวว่า ศัตรูของศาสนทูตจะเป็นผู้ขาดสายตระกูล ขณะที่อัลลอฮ์ได้ประทาน “เคาซัร” หรือ “ความดีงามอันมากมาย” ให้กับศาสนทูต ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการที่สายตระกูลของท่านสืบต่อผ่านท่านหญิงฟาฏิมะฮ์และท่านอะลี (อ.)
🔹 ซูเราะฮ์ อัล-ฟุรกอน โองการที่ 54:
«وَهُوَ الَّذِی خَلَقَ مِنَ الْمَاء بَشَرًا فَجَعَلَهُ نَسَبًا وَصِهْرًا وَکَانَ رَبُّکَ قَدِیرًا»
“และพระองค์คือผู้ทรงสร้างมนุษย์จากน้ำ แล้วทรงทำให้เขามีเครือญาติและสัมพันธ์ทางการสมรส และพระเจ้าของเจ้านั้นทรงอานุภาพยิ่ง”
โองการนี้ชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่อัลลอฮ์ทรงจัดวางไว้ในระบบครอบครัว และนักตัฟซีรบางท่านได้นำโองการนี้มาอ้างอิงถึงสายสัมพันธ์อันศักดิ์สิทธิ์ระหว่างอะลี (อ.) และฟาฏิมะฮ์ (อ.)
🔹 ซูเราะฮ์ อัร-เราะฮ์มาน โองการที่ 19–22:
«مَرَجَ الْبَحْرَیْنِ یَلْتَقِیَانِ… یخَرُجُ مِنهْمَا اللُّؤْلُؤُ وَ الْمَرْجَان»
“พระองค์ทรงให้สองทะเลไหลเข้าหากัน… จากทั้งสองนั้น มีไข่มุกและปะการังออกมา”
ตามคำอธิบายจากหะดีษ: สองทะเลคือ ท่านอะลี (อ.) และท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ (อ.)ส่วนไข่มุกคือ อิมามหะซัน (อ.) และปะการังคือ อิมามหุเซน (อ.)
- งานเลี้ยงแต่งงานและบ้านแห่งความรัก:
จากรายงานที่เชคฏูซีได้บันทึกไว้ในหนังสือ อัล-อิมาลี มีบอกว่า ท่านศาสนทูต (ศ็อลฯ) และท่านอะลี (อ.) ได้จัด งานวะลีมะฮ์ (เลี้ยงฉลองสมรส) ให้แก่เหล่าสาวกจำนวนมาก โดยท่านนบี (ศ็อลฯ) จัดหาเนื้อและขนมปัง ส่วนท่านอะลี (อ.) จัดหาอินทผลัมและน้ำมันมาร่วมงาน เมื่อพิธีฉลองเสร็จสิ้น ท่านนบีได้นำมือของฟาฏิมะฮ์ (อ.) วางในมือของอะลี (อ.) และกล่าวดุอาอ์ให้ทั้งสองว่า: “โอ้อะลี! แท้จริงแล้ว ฟาฏิมะฮ์คือภรรยาที่ดีเลิศ”และกับฟาฏิมะฮ์ (อ.) ท่านกล่าวว่า: “โอ้ฟาฏิมะฮ์! แท้จริงแล้ว อะลีคือสามีที่ประเสริฐ”
จากนั้นท่านศาสนทูต (ศ็อลฯ) ก็ส่งทั้งสองเข้าสู่บ้านของตนเอง และภายหลังได้ไปเยี่ยมและกล่าวดุอาอ์ว่า: ”ขออัลลอฮ์ทรงประทานบะรอกัตในลูกหลานของพวกเขาเถิด”
ตามรายงานทางประวัติศาสตร์ บ้านของท่านอะลี (อ.) และท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ (อ.) ถูกย้ายไปอยู่ใกล้บ้านของท่านนบี (ศ็อลฯ) หลังจากแต่งงานได้ไม่นาน เพราะท่านนบีรู้สึกห่างเหินและคิดถึงบุตรสาวอันเป็นที่รัก ในตอนแรกท่านต้องการให้ทั้งสองอาศัยอยู่ในบ้านของท่านเอง แต่หนึ่งในเศาะฮาบะฮ์ชื่อ หาริษะฮ์ บิน นุอ์มาน ได้มอบบ้านของตน ซึ่งอยู่ข้างบ้านของท่านนบี ให้กลายเป็นบ้านของคู่รักผู้มีเกียรติ
- ชีวิตคู่ในเงาแห่งพระเจ้า
ชีวิตของท่านอะลี (อ.) และท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ (อ.) เริ่มต้นขึ้นในบ้านที่เรียบง่าย — บ้านดินที่ไม่มีเครื่องประดับใด ๆ แต่กลับเปี่ยมไปด้วยแสงแห่งอีมาน ความรัก และเมตตา พวกเขาใช้ชีวิตด้วยหัวใจที่มั่นคงในพระผู้เป็นเจ้า มิได้ปรารถนาอื่นใดนอกจากความพอพระทัยของอัลลอฮ์ท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ (อ.) เป็นคู่ชีวิตที่เก็บรักษาความลับของสามีไว้ในหัวใจ ท่านอะลี (อ.) ก็เป็นที่พึ่งพิงและที่ปลอดภัยของเธอ บ้านที่ถูกปั้นด้วยดินธรรมดานั้น กลับกลายเป็นแหล่งกำเนิดแห่ง “มุสลิมผู้ยิ่งใหญ่” ในประวัติศาสตร์
ท่านอะลี (อ.) กล่าวถึงภรรยาของท่านด้วยความรักว่า:
“ตลอดชีวิตคู่ของเรา ฟาฏิมะฮ์ไม่เคยทำให้ฉันโกรธ และฉันก็ไม่เคยทำสิ่งใดให้เธอเสียใจ ฉันไม่เคยบังคับเธอให้ทำสิ่งใด และเธอก็ไม่เคยทำสิ่งใดฝืนใจฉันเมื่อใดก็ตามที่ฉันมองหน้าเธอ ความทุกข์ทั้งหมดของฉันจะมลายไป และฉันลืมความเจ็บปวดทั้งปวง”
ในอีกคำพูดหนึ่ง ท่านกล่าวด้วยความสัตย์ว่า: “ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ ฉันไม่เคยทำให้ฟาฏิมะฮ์ไม่พอใจ และเธอก็ไม่เคยทำให้ฉันโกรธเลย”
นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า วันหนึ่งท่านศาสนทูต (ศ็อลฯ) ถามท่านอะลี (อ.) ว่า: ”เจ้าพบฟาฏิมะฮ์เป็นอย่างไรบ้าง?” ท่านอะลีตอบว่า: “เธอคือผู้ช่วยอันดีในการภักดีต่ออัลลอฮ์”
- บทบาทของท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ในพันธกิจของสามี
อายาตุลลอฮ์ อะลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดแห่งการปฏิวัติอิสลาม ได้กล่าวถึงบทบาทของท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ (อ.) อย่างลึกซึ้งว่า: ”ในช่วงสิบปีสุดท้ายของชีวิตท่านนบีในเมืองมะดีนะฮ์ ได้เกิดสงครามเล็กใหญ่กว่า หกสิบครั้ง และแทบทุกครั้งท่านอะลี (อ.) ต้องออกรบ สามีของท่านหญิงต้องอยู่แนวหน้าเสมอ แม้ชีวิตความเป็นอยู่จะลำบาก บ้านไม่มีความสะดวกสบาย ทั้งที่เธอคือบุตรีของศาสดาแห่งมนุษยชาติ
แต่เธอกลับยืนหยัดอย่างมั่นคง คอยให้กำลังใจสามีไม่ให้สะดุ้งไหวจากความยากลำบาก คอยปลอบโยนจิตใจเขา คอยจัดแจงทุกสิ่งในบ้าน เลี้ยงลูก ๆ ด้วยมือของเธอเอง ด้วยหัวใจที่เข้มแข็ง และกลายเป็นศูนย์กลางแห่งครอบครัวที่งดงามตลอดกาลในหน้าประวัติศาสตร์” …1 ซุลฮิจญะฮ 1446
บทความโดย : เชคยูซุฟ เพชรกาหรีม
