loader image

หลักฐานทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับความถูกต้องเที่ยงธรรมของนิกายชีอะฮ์!

หลักฐานทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับความถูกต้องเที่ยงธรรมของนิกายชีอะฮ์!

​ในประวัติศาสตร์อิสลาม มีนิกายต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย นิกายหลักที่เป็นที่รู้จักในโลกอิสลามในปัจจุบัน ได้แก่ ชีอะฮ์อิมามียะฮ์, อะฮ์ลุซซุนนะฮ์ (ซุนนี), วะฮาบีย์, อิสมาอีลียะฮ์, ซัยดียะฮ์ และเคาะวาริจญ์ ซึ่งทุกนิกายต่างอ้างว่าแนวทางของตนคือความถูกต้องและเป็นอิสลามที่แท้จริง ทว่าการกล่าวอ้างลอย ๆ ย่อมไม่สามารถพิสูจน์ความจริงได้ นิกายที่อ้างความเที่ยงธรรมจึงจำเป็นต้องแสดงเหตุผลและหลักฐานเพื่อความสิ้นสงสัยในเชิงปัญญา

​สำหรับการพิสูจน์ความถูกต้องของนิกายในอิสลาม จำเป็นต้องใช้หลักคำสอนพื้นฐานอันได้แก่ อัลกุรอาน ฮะดีษของท่านศาสดา และประวัติศาสตร์ยุคต้นอิสลาม เมื่อยอมรับในกรอบของอัลกุรอานและฮะดีษแล้วข้อพิสูจน์ทางปัญญาก็จะสอดรับกันอย่างลงตัว โดยปัญญาสามารถตัดสินได้ว่า “นิกายที่ถูกต้องคือแนวทางที่สอดคล้องกับหลักคำสอนของอัลกุรอานและฮะดีษของท่านศาสดามากที่สุด”

​นอกจากนี้ปัญญายังชี้ขาดว่านิกายที่มีผู้นำที่บริสุทธิ์จากบาป (มะอฺศูม) มีความรู้ มีความยุติธรรม และได้รับการแต่งตั้งจากพระผู้เป็นเจ้า ย่อมเป็นนิกายที่เที่ยงธรรม ควรค่าแก่การปฏิบัติตามและศรัทธา ในทางตรงกันข้ามนิกายที่ขาดคุณสมบัติเหล่านี้ย่อมไม่น่าเชื่อถือ เพราะความจริงแท้ (สัจธรรม) ย่อมมีเพียงหนึ่งเดียว ไม่สามารถมีหลายแนวทางที่ขัดแย้งกันได้

​แม้ว่าจะมีหลักฐานจากอัลกุรอานและริวายะฮ์มากมายที่พิสูจน์ความถูกต้องของชีอะฮ์ แต่ในบทความนี้จะมุ่งเน้นไปที่ “เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ในยุคของท่านศาสดา (ศ็อลฯ)” โดยเปรียบเทียบข้อเท็จจริงระหว่างแนวทางชีอะฮ์และซุนนีเป็นหลัก ดังนี้:

1-​โครงการของพระผู้เป็นเจ้า: การแต่งตั้งผู้สืบทอด (อิมามัต)
​เป็นที่แน่ชัดว่าอัลลอฮ์ได้ทรงประทานศาสนาอันสมบูรณ์ผ่านการเป็นศาสดาท่านสุดท้ายเพื่อเป็นความโปรดปรานอันยิ่งใหญ่แก่มนุษยชาติ ในบริบทนี้หนึ่งในภารกิจสำคัญอย่างเป็นทางการที่ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้รับจากพระผู้เป็นเจ้าคือ การประกาศและตอกย้ำความโปรดปรานเรื่อง “อิมามัต” (ความเป็นผู้นำ) และ “คิลาฟะฮ์” (การสืบทอดอำนาจ) ภายหลังการจากไปของท่าน
​ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้เน้นย้ำเรื่องนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในหลายวาระและสถานที่ตลอดช่วงเวลาของการเผยแผ่ เพื่อไม่ให้ประชาชาติของท่านต้องหลงทางหลังจากท่าน และเพื่อให้พวกเขาได้บรรลุถึงความสุขและความสมบูรณ์แบบผ่านการนำของบรรดาอิมามที่เที่ยงธรรม หลักฐานเด็ดขาดในเรื่องนี้ถูกบันทึกไว้ในตำราของฝั่งซุนนีเอง ทั้งฮะดีษษะเกาะลัยน์, ฮะดีษมันซิละฮ์, เหตุการณ์ฆอดีรคุมม์ และฮะดีษปากกากับน้ำหมึก โดยมีรายละเอียดสังเขปดังนี้:

-​ฮะดีษผู้นำทั้ง 12 ท่าน: ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) กล่าวว่า:

​”ศาสนาอิสลามจะยังคงอยู่อย่างทรงเกียรติด้วยกับอิมามทั้ง 12 ท่าน”

-​ฮะดีษษะเกาะลัยน์: ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) กล่าวว่า:

​”แท้จริงฉันได้ทิ้งสิ่งล้ำค่าสองประการไว้ในหมู่พวกท่าน ซึ่งทั้งสองจะไม่แยกออกจากกันจนกว่าจะกลับไปหาฉันที่สระน้ำ (ในวันกิยามะฮ์) สิ่งนั้นคือ คัมภีร์ของอัลลอฮ์ (อัลกุรอาน) และ สายโลหิตของฉัน (อะฮ์ลุลบัยต์) หากพวกท่านยึดมั่นในทั้งสองสิ่งนี้ พวกท่านจะไม่หลงผิดอย่างเด็ดขาด”

-​ฮะดีษมันซิละฮ์: มีรายงานว่าท่านศาสดา (ศ็อลฯ) กล่าวแก่ท่านอาลีว่า:

-​เหตุการณ์ฆอดีรคุมม์: เมื่อท่านศาสดาเดินทางกลับจากฮัจญ์ครั้งสุดท้าย ท่านได้ให้ผู้แสวงบุญทั้งหมดรวมตัวกัน ณ บริเวณฆอดีรคุมม์ และได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่า:

และ​โศกนาฏกรรมในวาระสุดท้าย (ฮะดีษปากกากับน้ำหมึก)​ความพยายามครั้งสุดท้ายของท่านศาสดาเกิดขึ้นในวาระสุดท้ายของชีวิต ท่านประสงค์จะส่งกองกำลังที่นำโดยอุซามะฮ์ บิน ซัยด์ ออกไปนอกเมืองมะดีนะฮ์ และต้องการตอกย้ำตำแหน่งผู้นำให้กับท่านอิมามอาลี (อ.) ทว่าเศาะฮาบะฮ์บางท่าน เช่น ท่านอุมัร และท่านอบูบักร ได้ฝ่าฝืนคำสั่งและยังคงปักหลักอยู่ในบ้านของท่านศาสดา
​เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนั้น ท่านศาสดาจึงประสงค์จะเขียนพินัยกรรมเพื่อปกป้องประชาชาติจากการหลงผิด โดยกล่าวว่า: “พวกท่านจงนำกระดาษและน้ำหมึกมาให้ฉัน เพื่อฉันจะได้เขียนสิ่งที่จะทำให้พวกท่านไม่หลงผิดอีกเลยหลังจากนี้” ​ทันใดนั้นท่านอุมัรได้กล่าวขัดขึ้นว่า:
“ความเจ็บป่วยได้รุมเร้าศาสดาแล้ว (ละเมิดโดยอ้างว่าท่านเพ้อ) และพวกท่านก็มีคัมภีร์ของอัลลอฮ์อยู่แล้ว คัมภีร์ของอัลลอฮ์นั้นเพียงพอสำหรับพวกเรา” คำพูดนี้ทำให้เกิดการโต้เถียงกันอย่างรุนแรงต่อหน้าท่านศาสดา จนท่านรู้สึกไม่พอใจและขับไล่พวกเขาให้ออกไป ส่งผลให้พินัยกรรมฉบับนั้นไม่ได้ถูกเขียนขึ้น ซึ่งท่านอิบนุ อับบาส มักจะกล่าวทั้งน้ำตาเสมอว่า: “วิบัติภัยอันใหญ่หลวงที่สุดในอิสลาม คือการที่พวกเขาขัดขวางไม่ให้ท่านศาสดาเขียนพินัยกรรมฉบับนั้น”

2-​จุดเริ่มต้นของการแบ่งแยกในหน้าประวัติศาสตร์
​เป็นที่ยอมรับกันว่าในช่วงที่ท่านศาสดายังมีชีวิตอยู่ มุสลิมทุกคนมีความเป็นเอกภาพภายใต้ร่มธงผืนเดียวกัน แต่หลังจากที่ท่านสิ้นพระชนม์ สิ่งที่จุดชนวนความแตกแยกคือ “ประเด็นเรื่องผู้นำ (อิมามัต)” โดยความขัดแย้งนี้เริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ท่านอุมัรขัดขวางการเขียนพินัยกรรม ซึ่งนักวิชาการซุนนี เช่น ผู้เขียนคำนำหนังสือ อัศเศาะวาอิกุลมุฮ์ริเกาะฮ์ ได้ระบุว่า ความขัดแย้งระหว่างท่านศาสดากับท่านอุมัรในวันนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับตำแหน่งคิลาฟะฮ์และผู้นำ
​และหลังจากที่ท่านศาสดาสิ้นพระชนม์ ความแตกแยกนี้ก็ปรากฏชัดเจนขึ้น โดยท่านอับดุลกอฮิร อัลบักดาดี นักเทววิทยาชื่อดังของฝั่งซุนนี ได้บันทึกไว้ในหนังสือ อัลฟัรกุ บัยนัล ฟิร็อก ว่า: “ความขัดแย้งแรกของมุสลิมเกิดขึ้นในประเด็นเรื่องอิมามัต โดยกลุ่มอันศอรเชื่อในความเป็นผู้นำของสะอัด บิน อุบาดะฮ์ ในขณะที่กลุ่มกุร็อยช์เชื่อว่าตำแหน่งนี้ต้องเป็นของพวกตน”

3-​กำเนิดของกลุ่ม “ชีอะฮ์” และ “ซุนนี”
​เมื่อพินัยกรรมไม่ได้ถูกเขียนขึ้นเนื่องจากการขัดขวาง มุสลิมกลุ่มหนึ่งซึ่งยึดมั่นตามโองการกุรอานว่าคำสั่งเสียของท่านศาสดาคือข้อชี้ขาดจากพระเจ้า จึงได้ปฏิบัติตามคำสั่งของท่านในเรื่องผู้นำ และเชื่อมั่นในความเป็นผู้นำของท่านอิมามอาลี (อ.) และบรรดาอะฮ์ลุลบัยต์ (อ.) มุสลิมกลุ่มนี้คือกลุ่มที่ท่านศาสดาเคยเรียกพวกเขาว่า “ชีอะฮ์” และพวกเขาก็ยังคงใช้ชื่อนี้สืบมาจนถึงปัจจุบัน
​ในทางตรงกันข้าม กลุ่มของท่านอุมัรและท่านอบูบักรได้รวบรวมคนจำนวนหนึ่งไปประชุมกันที่ “สะกีฟะฮ์ บนี สาอิดะฮ์” (ซึ่งทางฝั่งชีอะฮ์มองว่าเป็นการยึดอำนาจ) หลังจากมีการถกเถียงกันในระบบเผ่าพันธุ์ ท่านอบูบักรก็ได้รับการสัตยาบัน (บัยอะฮ์) โดยการผลักดันของท่านอุมัรให้ขึ้นเป็นคอลิฟะฮ์กุมอำนาจทางการเมือง

​นี่คือจุดเริ่มต้นของนิกายแรกที่แยกตัวออกจากแนวทางเดิมของท่านศาสดา ซึ่งต่อมาถูกเรียกว่า “อะฮ์ลุซซุนนะฮ์” (ชาวซุนนี) โดยในระยะแรกพวกเขายังไม่มีชื่อเรียกนี้ แต่เป็นที่รู้จักในนามผู้สนับสนุนอบูบักรและอุมัร ต่อมาตามบันทึกของอบูฮาติม อัรรอซี หลังจากท่านอุษมานเสียชีวิตในยุคของมุอาวิยะฮ์ กลุ่มนี้ถูกเรียกว่ากลุ่ม “อุษมานียะฮ์” ในขณะที่ฝ่ายท่านอาลีถูกเรียกว่า “อาลาวียะฮ์” จนกระทั่งในยุคราชวงศ์อับบาซียะฮ์ ฝ่ายอาลาวียะฮ์ได้กลับไปใช้ชื่อดั้งเดิมคือ “ชีอะฮ์” และฝ่ายอื่น ๆ ถูกตั้งชื่อว่า “อะฮ์ลุซซุนนะฮ์”

​ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์และฮะดีษเหล่านี้จึงเป็นสิ่งยืนยันและปราศจากข้อสงสัยว่า นิกายชีอะฮ์อิมามียะฮ์ก็คือ “อิสลามดั้งเดิมอันบริสุทธิ์” ตามเจตนารมณ์ของท่านศาสดามูฮัมหมัด (ศ็อลฯ) ทุกประการ

บทความโดย : เชคยูซุฟ เพชรกาหรีม

Scroll to Top