
بِسْمِ اللَّهِ الرَّحْمٰنِ الرَّحِيمِ
“แท้จริงแล้ว มนุษย์ไม่ได้ยิ่งใหญ่เพราะสิ่งที่เขาครอบครอง แต่ยิ่งใหญ่เพราะสิ่งที่เขายอมเสียสละเพื่อมัน”
ทุกปี หลังจากวันอาชูรอผ่านพ้นไปสี่สิบวัน ผู้คนนับล้านจากทั่วทุกมุมโลกต่างมุ่งหน้าสู่เมืองกัรบะลา ประเทศอิรัก บางคนเดินเท้าเป็นระยะทางหลายสิบกิโลเมตร บางคนเดินหลายร้อยกิโลเมตร และบางคนเดินทางข้ามทวีปด้วยความหวังเพียงประการเดียว คือการได้ยืนอยู่หน้าหลุมฝังศพของอิมามฮูเซน บิน อะลี (อ.) แล้วกล่าวว่า
السَّلَامُ عَلَيْكَ يَا أَبَا عَبْدِ اللَّهِ
“ขอความสันติจงมีแด่ท่าน โอ้อะบาอับดิลลาฮ์”
หลายคนที่ไม่เคยสัมผัสอัรบะอีนอาจสงสัยว่า เหตุใดผู้คนจึงยอมเหน็ดเหนื่อย เสียสละทั้งเวลา ทรัพย์สิน และความสะดวกสบาย เพื่อเดินทางไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง ทั้งที่ไม่มีผลตอบแทนทางโลก ไม่มีเงินรางวัล ไม่มีชื่อเสียง และไม่มีสิ่งจูงใจทางวัตถุ
คำตอบทั้งหมดอาจสรุปได้เพียงคำเดียวคือ “ความรัก”
แต่ความรักที่ว่านี้ ไม่ใช่ความรักที่เกิดจากอารมณ์ชั่วคราว หากเป็นความรักที่เกิดจากการรู้จักคุณค่าของผู้เสียสละเพื่อความจริง ความรักที่หล่อหลอมด้วยศรัทธา และความรักที่ผลักดันให้มนุษย์พร้อมจะเป็นผู้ให้มากกว่าผู้รับ
อัลลอฮ์ตรัสไว้ในอัลกุรอานว่า
قُل لَّا أَسْأَلُكُمْ عَلَيْهِ أَجْرًا إِلَّا الْمَوَدَّةَ فِي الْقُرْبَىٰ
“จงกล่าวเถิด (โอ้มุฮัมมัด) ฉันมิได้ขอค่าตอบแทนใด ๆ จากพวกเจ้า นอกจากความรักต่อวงศ์วานของฉัน”(ซูเราะฮ์อัชชูรอ 42:23)
อายะฮ์นี้มิได้กล่าวถึงความรักในฐานะอารมณ์ แต่กล่าวถึง “อัลมะวัดดะฮ์” ซึ่งเป็นความรักที่สะท้อนออกมาเป็นการปฏิบัติ เป็นความผูกพันที่ทำให้ผู้ศรัทธาพร้อมดำเนินตามแนวทางของอะฮ์ลุลบัยต์ (อ.) และอิมามฮูเซน (อ.) คือแบบอย่างอันสูงส่งของการเสียสละเพื่อศาสนา เพื่อศักดิ์ศรีของมนุษย์ และเพื่อความยุติธรรม
อัรบะอีนจึงไม่ใช่เพียงการเดินทางไปยังสุสาน หากเป็นการเดินทางกลับไปสู่หลักการที่อิมามฮูเซน (อ.) ได้รักษาไว้ด้วยเลือดของท่าน
มหกรรมแห่งการรับใช้
เมื่อผู้คนพูดถึงอัรบะอีน สิ่งหนึ่งที่สร้างความประทับใจแก่ผู้พบเห็นเสมอ คือวัฒนธรรมแห่งการรับใช้
ตลอดเส้นทางจากนะญัฟถึงกัรบะลา มี “เมาฏิบ” นับหมื่นแห่งตั้งเรียงรายตลอดสองข้างทาง
มีผู้แจกน้ำ…
มีผู้แจกอาหาร…
มีผู้เปิดบ้านเป็นที่พัก…
มีแพทย์อาสาคอยรักษาผู้ป่วย…
มีช่างตัดผม…
มีบริการซักเสื้อผ้า…
มีรถเข็นสำหรับผู้สูงอายุ…
แม้กระทั่งผู้ที่นั่งรอเพียงเพื่อขัดรองเท้าให้กับผู้เดินทาง
สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นโดยไม่มีการเรียกร้องค่าตอบแทนแม้แต่บาทเดียว
ที่น่าอัศจรรย์ยิ่งกว่านั้นคือ เจ้าภาพจำนวนมากรู้สึกเป็นเกียรติ หากผู้แสวงบุญยอมรับการบริการของพวกเขา โลกทุกวันนี้แข่งขันกันเพื่อ “รับ” แต่อัรบะอีนแข่งขันกันเพื่อ “ให้”
อัลกุรอานกล่าวถึงผู้มีคุณลักษณะเช่นนี้ว่า
وَيُؤْثِرُونَ عَلَىٰ أَنفُسِهِمْ وَلَوْ كَانَ بِهِمْ خَصَاصَةٌ
“และพวกเขาให้ผู้อื่นมาก่อนตนเอง แม้ว่าตัวเองจะอยู่ในความขัดสนก็ตาม”(ซูเราะฮ์อัลหัชร์ 59:9)
นี่คือภาพที่อธิบายอัรบะอีนได้ดีที่สุด
ความรักที่ไม่มีราคา
หลายครอบครัวในอิรักเก็บออมเงินตลอดทั้งปี เพื่อใช้รับรองแขกของอิมามฮูเซน (อ.) เพียงไม่กี่วัน
บางคนขายทรัพย์สิน
บางคนลางาน
บางคนปิดร้านค้า
ทั้งหมดนี้เพื่อให้ผู้เดินทางได้รับอาหารที่ดีที่สุด น้ำดื่มที่สะอาดที่สุด และการต้อนรับที่อบอุ่นที่สุด
พวกเขาไม่ได้ถามว่า
“คุณมาจากประเทศอะไร”
“คุณพูดภาษาอะไร”
“คุณนับถือมัซฮับไหน”
หรือแม้แต่
“คุณจะตอบแทนเราอย่างไร”
สิ่งเดียวที่พวกเขาพูดคือ
“ยินดีต้อนรับ แขกของอิมามฮูเซน”
นี่คือความรักที่ไม่ซื้อขาย
นี่คือการให้ที่ไม่หวังผลตอบแทน
ดังที่อัลลอฮ์ตรัสว่า
إِنَّمَا نُطْعِمُكُمْ لِوَجْهِ اللَّهِ لَا نُرِيدُ مِنكُمْ جَزَاءً وَلَا شُكُورًا
“แท้จริงเราให้อาหารแก่พวกท่าน เพื่อแสวงหาพระพักตร์ของอัลลอฮ์ เราไม่ต้องการจากพวกท่านทั้งการตอบแทนและคำขอบคุณ” (ซูเราะฮ์อัลอินซาน 76:9)
อัรบะอีน…โรงเรียนแห่งความเป็นมนุษย์ ในเส้นทางอัรบะอีน
ไม่มีใครถามว่าคุณรวยหรือจน ไม่มีใครถามว่าคุณมีตำแหน่งอะไร ไม่มีใครถามว่าคุณมีผู้ติดตามกี่ล้านคน ทุกคนสวมเสื้อผ้าธรรมดา ทุกคนเดินด้วยฝุ่นเดียวกัน ทุกคนเหนื่อยเหมือนกัน ทุกคนร้องไห้กับเรื่องเดียวกัน ทุกคนกล่าวสลามต่ออิมามฮูเซน (อ.) ด้วยหัวใจเดียวกัน นี่คือภาพของความเสมอภาคที่แท้จริง โลกพยายามสร้างสันติภาพด้วยการประชุม แต่อัรบะอีนสร้างสันติภาพด้วยหัวใจ โลกสร้างความสัมพันธ์ด้วยผลประโยชน์ แต่อัรบะอีนสร้างความสัมพันธ์ด้วยความรัก เพราะฮูเซน (อ.) คือสัญลักษณ์ของความจริง ผู้คนไม่ได้เดินไปกัรบะลาเพราะต้องการยกย่องบุคคลหนึ่งเหนือบุคคลอื่น แต่พวกเขาเดินไปเพื่อประกาศว่า “ความจริงไม่มีวันตาย” อิมามฮูเซน (อ.) ไม่ยอมสวามิภักดิ์ต่อความอธรรม แม้ต้องแลกด้วยชีวิตของตนเอง ครอบครัว และสหายทั้งหมด การเดินในวันอัรบะอีน จึงเป็นเสมือนการต่ออายุคำมั่นสัญญาว่า
“เราจะยืนอยู่ข้างความจริง แม้ความจริงนั้นต้องแลกด้วยความเหน็ดเหนื่อยและการเสียสละ”
ด้วยเหตุนี้ อิมามฮะซัน อัลอัสการี (อ.) จึงกล่าวว่า
عَلَامَاتُ الْمُؤْمِنِ خَمْسٌ … وَزِيَارَةُ الْأَرْبَعِينَ
“สัญลักษณ์ของผู้ศรัทธามีห้าประการ… และหนึ่งในนั้นคือการซิยารัตอัรบะอีน”
การซิยารัตอัรบะอีนจึงมิใช่เพียงการเยี่ยมเยียน แต่เป็นการประกาศตัวว่า ผู้ศรัทธาจะไม่ทอดทิ้งอุดมการณ์แห่งความยุติธรรมที่อิมามฮูเซน (อ.) ได้ฝากไว้
บทเรียนที่โลกควรเรียนรู้
โลกในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดมีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างไม่เคยมีมาก่อน แต่ในขณะเดียวกันกลับเผชิญกับความโดดเดี่ยว ความแตกแยก ความเห็นแก่ตัว และความขัดแย้งมากขึ้น อัรบะอีนเสนอคำตอบที่เรียบง่าย แต่ลึกซึ้งหากมนุษย์เรียนรู้ที่จะรักโดยไม่หวังผลตอบแทนเรียนรู้ที่จะให้ก่อนรับ เรียนรู้ที่จะเสียสละเพื่อผู้อื่น และเรียนรู้ที่จะยืนหยัดเคียงข้างความจริง โลกจะน่าอยู่กว่าที่เป็นอยู่มาก กัรบะลาไม่ได้สอนให้เราเพียงร้องไห้กับอดีต แต่สอนให้เราลุกขึ้นสร้างอนาคตที่ดีกว่า อัรบะอีนจึงไม่ใช่เพียงการเดินทางของเท้า แต่เป็นการเดินทางของหัวใจ ไม่ใช่เพียงการรำลึกถึงเหตุการณ์เมื่อกว่าพันสามร้อยปีก่อน แต่เป็นการปลุกคุณค่าของความรัก ความเสียสละ และศักดิ์ศรีของมนุษย์ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง และตราบใดที่ยังมีผู้คนเดินสู่กัรบะลาด้วยหัวใจที่เปี่ยมด้วยศรัทธา ตราบนั้น โลกก็ยังคงมีความหวังว่า ความรักจะเอาชนะความเกลียดชัง ความเมตตาจะเอาชนะความเห็นแก่ตัว และความจริงจะเอาชนะความอธรรมได้เสมอ
นี่คือเหตุผลที่ “อัรบะอีน” มิใช่เพียงมหกรรมของชาวมุสลิม หากแต่เป็น “มหกรรมแห่งความรักที่โลกต้องเรียนรู้”
บทความโดย : เชคฮัมกา แอเหย็บ
